Gold Bullish
– แบงก์ชาติญี่ปุ่น อาจขึ้นดอกเบี้ย อาจกดดันดอลลาร์อ่อนค่า
– จับตาดีลสันติภาพสหรัฐฯ – อิหร่าน วันศุกร์นี้
Gold Bearish
– จับตาการประชุม FOMC วันที่ 17 มิ.ย.
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลง จากการที่สหรัฐฯ – อิหร่าน ยังไม่มีแนวโน้มที่จะมีการเจรจาอย่างเป็นรูปธรรม ในขณะที่สหรัฐฯ ประกาศเงินเฟ้อเทียบรายปีสูงถึง 4.2% สูงสุดในรอบ 3 ปี ซึ่งทำให้ตลาดมีความกังวลว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในเดือนธ.ค. 2026 อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
จับตาดีลสันติภาพสหรัฐฯ – อิหร่าน วันศุกร์นี้
เมื่อสัปดาห์ก่อน ปธน.ทรัมป์ ได้กล่าวว่า สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านอย่างหนักอีกครั้ง โดยตนอาจสั่งให้กองทัพสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานของอิหร่านอีกระลอก เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้อิหร่านยอมรับข้อตกลงสันติภาพที่สหรัฐฯ แต่ทว่าหลังจากนั้น ปธน.ทรัมป์กลับเปลี่ยนท่าทีด้วยการประกาศว่า สหรัฐฯ ได้ประกาศยกเลิกการโจมตีและการทิ้งระเบิดต่ออิหร่าน ซึ่งเดิมมีกำหนดไว้เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. เนื่องจากการหารือกับอิหร่านได้รับความเห็นชอบจากหลายชาติแล้ว ทั้งนี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ปธน.ทรัมป์ได้ยืนยันว่า สหรัฐฯ – อิหร่านได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพร่วมกันแล้ว และตนได้สั่งการให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียม รวมถึงสั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่านโดยทันที ในขณะที่นายเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถานยืนยันว่า ข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้บรรลุผลสำเร็จแล้ว ส่วนพิธีลงนามอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 19 มิ.ย.นี้
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ตลาดยังคงต้องติดตามต่อไปว่า 1.การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน จะมีความคืบหน้าในด้านของ MOU ให้หัวข้อใดบ้าง 2.ช่องแคบฮอร์มุซจะได้รับการยินยอมจากทั้ง 2 ฝ่ายให้มีการเปิดใช้งานตามปกติได้จริงหรือไม่ 3.ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI จะมีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อหนุนให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวลดลงในอนาคตจนเฟดอาจไม่เข้มงวดด้านอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นจริงตามที่ได้กล่าวไป หรือเริ่มมีสัญญาณว่ากำลังจะเกิดขึ้น อาจหนุนให้ราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นได้ในภายหลัง
แบงก์ชาติญี่ปุ่น อาจขึ้นดอกเบี้ย หนุนดอลลาร์อ่อนค่า
ในวันที่ 16 มิ.ย. ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย โดยข้อมูลจากตลาดแลกเปลี่ยน (Swap Markets) ชี้ว่า นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักโอกาสเกิน 90% ที่ BOJ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% สู่ระดับ 1% ในการประชุมที่จะมาถึงนี้ จากเดิมที่ 80% ในเดือน พ.ค. อีกทั้งตลาด Swap ยังมีความเชื่อมั่นสูงเกิน 90% ว่า BOJ จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% อีก 1 ครั้ง สู่ระดับ 1.25% ภายในเดือน ธ.ค. 2026 ทั้งนี้ นาย Shigeto Nagai หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นจากสถาบัน Oxford Economics ได้ให้มุมมองว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ BOJ เป็นมาตรการเชิงรับ (Defensive Measure) ที่มีเจตนาเพื่อป้องกันไม่ให้เงินเยนอ่อนค่าทรุดตัวลงไปมากกว่านี้
จากข้อมูลข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า การประชุม BOJ ในครั้งนี้ อาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อเป็นการสกัดกั้นไม่ให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าไปมากกว่านี้ ซึ่งอาจส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับคู่สกุลเงิน USD/JPY และอาจเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำในระยะสั้น
จับตาการประชุม FOMC วันที่ 17 มิ.ย.
ในคือวันที่ 17 มิ.ย. ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะมีการประชุม FOMC เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย โดย FedWatch Tool ของ CME Group ได้คาดการณ์เกิน 95% แล้วว่าเฟดอาจคงดอกเบี้ย 3.50-3.75% ในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ นายฟิลลิป เจฟเฟอร์สัน รองประธานเฟด , นางลิซ่า คุก ผู้ว่าการเฟด และนายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดภูมิภาคนิวยอร์ก ต่างมีความเห็นที่ตรงกันว่า ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น จากความตึงเครียดด้านราคาพลังงานอาจทำให้เงินเฟ้อเริ่งตัวขึ้น และอาจเป็นอุปสรรคในการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% ของเฟด ทั้งนี้ ประธานเฟดภูมิภาคนิวยอร์กได้มีการคาดการณ์ว่า ในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า (มิ.ย.-ส.ค.) อัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับที่สูงมาก โดยดัชนีราคา PCE อาจอยู่ใกล้ระดับ 4% และเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) อาจสูงกว่า 3% (ในเดือนเม.ย. ดัชนี PCE และ Core PCE อยู่ที่ 3.8% และ 3.3% ตามลำดับ) ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงยังคงจากมาตรการเพิ่มภาษีนำเข้าอย่างรุนแรงของปธน.ทรัมป์ และสภาวะสงครามในตะวันออกกลาง
นอกเหนือจากมุมมองของฝั่งนโยบายแล้ว ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ก็ได้สะท้อนความตื่นตระหนกต่อเงินเฟ้อผ่านผลการประมูลเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2026 เช่นกัน โดยพบว่าอัตราดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายจริง (High Yield) พุ่งทะยานขึ้นจาก 4.177% ในเดือน ก.พ. สู่ระดับ 4.468% ในเดือน พ.ค. เพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในอนาคต ขณะที่สัดส่วนความต้องการซื้อ (Bid-to-Cover Ratio) ขยับขึ้นเล็กน้อยจาก 2.39 เท่า มาอยู่ที่ 2.41 เท่า สะท้อนว่าเม็ดเงินเริ่มไหลกลับเข้ามาล็อกผลตอบแทนหลังจากบอนด์ยีลด์ดีดตัวขึ้นจนทำให้ผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) ในระดับที่จูงใจบางส่วนเท่านั้น
จากข้อมูลที่ได้กล่าวไปในข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า คณะกรรมการเฟดยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อสูงนี้ได้ทำให้การประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปียังคงไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้เต็มที่ เนื่องจากตลาดเรียกร้องส่วนชดเชยความเสี่ยง (Term Premium) ที่สูงขึ้นอย่างชัดเจนเพื่อแลกกับการถือครองหนี้ระยะยาว และผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) ที่ควรจะคุ้มค่ามากกว่านี้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจกดดันให้ราคาทองคำมีการปรับตัวลง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเฟดที่ยังคงทรงตัวสูงอาจหนุนให้ดอลลาร์ / บอนด์ยีลด์พุ่งสูงขึ้น
ประเด็นที่สำคัญในสัปดาห์นี้
- การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)
- ยอดค้าปลีกพื้นฐาน / ทั่วไป เดือน พ.ค. เทียบรายเดือน และยอดค้าปลีกเดือน พ.ค. เทียบรายปี
- การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) และการประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจ
- การประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE)
- จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
แนวโน้มราคาทอง
เมื่อในสัปดาห์ก่อน ราคาทองคำได้มีการปรับฐานลงต่อเนื่อง จนทำให้ดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์ (RSI) ได้ลงทดสอบโซน Oversold และมีการฟื้นตัวขึ้นในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้มีทั้งมุมมองเชิงบวกและลบ ดังนี้
มุมมองเชิงบวก (Upside Scenario): หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน มีความคืบหน้า และมีการบรรลุข้อตกลงต่างๆสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี อาจเริ่มส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่า, น้ำมันดิบร่วงลง และราคาทองคำอาจมีแรงหนุนเชิงบวกต่อเนื่องมาจากสัปดาห์ก่อน โดยมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,320 ดอลลาร์ และ 4,420 ดอลลาร์
มุมมองเชิงลบ (Downside Scenario): ในทางกลับกัน หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน เกิดความยืดเยื้อและยังไม่มีการทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการ ในขณะที่เฟดอาจยังคงมีมุมมองคุมเข้มเงินเฟ้อและมีการคงอัตราดอกเบี้ยยาวนานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ หรือแม้กระทั่งมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ปัจจัยเหล่านี้อาจกดดันให้ราคาทองคำถูกแรงเทขายกลับลงมาแนวรับบริเวณ 4,100 และ 4,020 ดอลลาร์ ทั้งนี้ หากทองโลกหลุดแนวรับทั้งหมดที่ได้กล่าวไปข้างต้น แนวรับถัดไปจะอยู่ที่ 3,915 ดอลลาร์ ตามเส้น Tent Line ในภาพใหญ่ของ Falling Wedge Pattern
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 64,100 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 63,200 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 66,800 บาท และ 67,700 บาท









