Gold Bullish
- ข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ – อิหร่าน อาจเกิดขึ้นเร็วๆนี้
Gold Bearish
- ติดตามตัวเลข CPI เดือน พ.ค. วันพุธนี้
- อิหร่านโจมตีอิสราเอล ประเด็นเลบานอน
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลง หลังสถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านทวีความรุนแรงจากการโจมตีฐานทัพด้วยโดรน ส่งผลให้ ปธน.ทรัมป์ ประกาศขู่ขยายเวลาปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซจนถึงวันแรงงาน หรือช่วงเดือน ก.ย. ตลาดจึงกังวลว่ามาตรการนี้อาจหนุนให้ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อให้พุ่งสูงขึ้น ซึ่งบีบให้เฟดจำเป็นต้องตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
ข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ – อิหร่าน อาจเกิดขึ้นเร็วๆ นี้
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ปธน.ทรัมป์ ได้กล่าวว่า ตนเชื่อว่าสหรัฐฯ จะสามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน เพื่อขยายระยะเวลาหยุดยิงและเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งได้ภายในสัปดาห์นี้ แม้ว่าตนยังไม่ได้เห็นชอบข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากยังต้อง “ปรับแก้รายละเอียดเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย” แต่ข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านในครั้งนี้อาจ “ส่งผลดียิ่งกว่าการชนะด้วยวิธีทางการทหาร” ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ลงมติด้วยคะแนนเสียง 215 ต่อ 208 เห็นชอบให้จำกัดอำนาจปธน. ทรัมป์ ในการทำสงครามกับอิหร่าน โดยกำหนดให้ปธน.ทรัมป์ถอนกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากการทำสงครามกับอิหร่าน เว้นแต่รัฐสภาจะอนุมัติให้มีการดำเนินการทางทหารเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ยืนยันการใช้ขีปนาวุธทิ้งตัว (Ballistic Missiles) มุ่งเป้าโจมตีฐานทัพอากาศรามัตเดวิดทางตอนเหนือของอิสราเอล เพื่อตอบโต้อิสราเอลที่ก่ออาชญากรรมเป็นวงกว้างในเลบานอน พร้อมส่งสัญญาณเตือนอิสราเอลไม่ให้ทำการตอบโต้เด็ดขาด ในขณะที่พลเอก เอยัล ซาเมียร์ เสนาธิการกองทัพอิสราเอล ยืนยันว่าพบการยิงขีปนาวุธเข้ามาในดินแดนประมาณ 10 ลูก และประกาศความพร้อมสูงสุดที่จะโจมตีตอบโต้ทันทีเมื่อได้รับคำสั่ง
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ตลาดยังเฝ้าติดตามว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน จะสามารถบรรลุข้อตกลงได้ในเร็ววันนี้หรือไม่ หากการเจรจามีความคืบหน้า อาจทำให้ตลาดเริ่มคาดการณ์ราคาน้ำมัน / เงินเฟ้อ และดอกเบี้ยเฟด ไปในทิศทางขาลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ อย่างไรก็ตาม หากการเจรจายังคงยืดเยื้อ ก็อาจกดดันให้ทองคำปรับตัวลงต่อได้เช่นกัน
ติดตามตัวเลข CPI เดือน พ.ค. วันพุธนี้
วันพุธนี้เวลา 19.30 น. สหรัฐฯ จะมีการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ซึ่งเป็นตัวเลขสำคัญที่เฟดยังคงจับตาอย่างใกล้ชิด หลังจากมีการเร่งตัวขึ้น เนื่องด้วยราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน ทั้งนี้ ตัวเลข CPI ที่จะมีการประกาศนี้อาจออกมาทรงตัว / สูงกว่าที่คาดการณ์ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลง ผ่านมุมมองทั้ง 2 กลุ่มนี้ ได้แก่
1. มุมมองของกรรมการเฟด
1.1 นายฟิลลิป เจฟเฟอร์สัน รองประธานเฟด: ยังคงกังวลต่อราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและอุปสรรคทางการค้าสากล ซึ่งปัจจัยเหล่านี้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมีโอกาสพุ่งสูงขึ้น (Upside Risk) และยังคงยืนยันความมุ่งมั่นที่จะดึงเงินเฟ้อกลับสู่ระดับ 2% ตามเป้าหมายของเฟด
1.2 นางลิซ่า คุก ผู้ว่าการเฟด: มีความกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ กำลังเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่ผิด โดยแรงกดดันอุปสงค์การลงทุนในศูนย์ข้อมูล AI กว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ที่เร่งให้ราคาชิป อุปกรณ์ไฮเทค และค่าไฟฟ้าสูงขึ้น ส่งผลให้เฟดต้องคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงและพร้อมจะปรับขึ้นดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อไม่ลดลงมาตามคาด
1.3 นายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดภูมิภาคนิวยอร์ก: คาดการณ์ว่าในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า อัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับที่สูงมากซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงยังคงจากมาตรการเพิ่มภาษีนำเข้าอย่างรุนแรงของปธน.ทรัมป์ และสภาวะช็อกทางพลังงานที่เกิดจากสงครามในตะวันออกกลางและหากเงินเฟ้อยังทรงตัวสูงต่อเนื่อง อาจจำเป็นต้องมีการ “คุมเข้มนโยบายเพิ่มเติม”
2. มุมมองของตลาด ผ่านการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 2 ปี
เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2026 สหรัฐฯ มีการประมูลพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดสำคัญว่าตลาดมองแนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย / เงินเฟ้อในระยะสั้นอย่างไร โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่มีความหนืด (Sticky Inflation) และความตึงเครียดจากสงครามอิหร่าน ทั้งนี้ หากพิจารณาผลการประมูลย้อนหลัง 3 เดือนล่าสุด จะพบสัญญาณการปรับตัวของตลาดดังนี้
1. ดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่าย (High Yield) – การสร้างฐานใหม่เหนือระดับ 4%:
หากพิจารณาถึงอัตราดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายจริง (High Yield) จะพบว่าตลาดผ่านช่วงความผันผวนอย่างรุนแรงในเดือนมี.ค. ที่ดอกเบี้ยพุ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับ 3.936% ทันทีหลังเกิดภาวะตื่นตระหนกจากสงคราม แม้ในเดือนเม.ย.จะมีการพักตัวลงมาอยู่ที่ 3.812% แต่ล่าสุดในเดือนพ.ค. ดอกเบี้ยกลับดีดตัวขึ้นมาสร้างฐานใหม่ที่ระดับ 4.071% ซึ่งการขยับขึ้นมาตั้งหลักเหนือเพดาน 4% นี้ สะท้อนชัดเจนว่านักลงทุนกำลังเรียกร้องผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น เพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินในอนาคต
2. สัดส่วนยอดเสนอซื้อต่อยอดประมูลจริง (Bid-to-Cover Ratio)
ในด้านความต้องการซื้อนั้น เราจะเห็นภาพความตื่นตระหนกชัดเจนจากสัดส่วนยอดเสนอซื้อต่อยอดประมูลจริงในเดือนมี.ค.ที่ลดลงเหลือเพียง 2.44 เท่า ซึ่งถือเป็นช่วงที่ภาวะสงครามกำลังเร่งให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อระดับผลตอบแทนขยับสูงขึ้นจนเริ่มคุ้มค่าความเสี่ยง อุปสงค์ส่วนเกินดีดกลับขึ้นมาอย่างหนาแน่นในเดือนเม.ย.ที่ระดับ 2.65 เท่า และยังคงรักษาเสถียรภาพไว้ได้ดีในเดือนพ.ค.ที่ 2.64 เท่า ซึ่งการที่ยอด Bid-to-Cover Ratio ยังคงทรงตัวในระดับสูงนี้ แสดงให้เห็นว่า แม้ตลาดจะมีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ แต่ยอดการประมูลที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นนี้ แสดงให้เห็นว่า ตลาดอาจเริ่มยอมรับผลตอบแทนพันธบัตร เมื่อหักลบกับเงินเฟ้อได้ในระดับหนึ่ง
โดยสรุป ตัวเลข CPI วันพุธนี้มีอาจแนวโน้มทรงตัวหรือสูงกว่าคาด สอดคล้องกับท่าทีของกรรมการเฟดที่ยังคงมองว่าเงินเฟ้อ (CPI) อาจยังทรงตัวสูง ประกอบกับสัญญาณจากตลาดพันธบัตร 2 ปี ที่อัตราผลตอบแทน (High Yield) พุ่งขึ้นจนดึงดูดอุปสงค์ (Bid-to-Cover) ให้ฟื้นตัวกลับมาได้เพียงบางส่วน ทำให้ภาพรวมทั้งหมดตอกย้ำถึงภาวะเงินเฟ้อหนืด (Sticky Inflation) ที่อาจบีบให้เฟดต้องตรึงดอกเบี้ยสูงเป็นระยะเวลานาน (Higher for Longer) หรืออาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยในภายหลังหาก CPI ยังปรับตัวขึ้นอีก ซึ่งสถานการณ์นี้จะกลายเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อราคาทองคำ เนื่องจากพันธบัตรกลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น แต่ทองคำกลับไม่มีดอกเบี้ยเมื่อถือครอง อย่างไรก็ตาม หากตัวเลข CPI ออกมาต่ำลง ก็อาจหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น และอาจส่งผลให้ Bond Yield ในตลาดปรับตัวลงได้เช่นกัน
ประเด็นที่สำคัญในสัปดาห์นี้
– ดุลการค้าสหรัฐฯ เดือนเม.ย. และดุลการค้าจีน เดือนพ.ค.
– ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน / ทั่วไปเดือน พ.ค. เทียบรายเดือน / รายปี
– การประชุมธนาคารกลางยุโรป
– ดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน / ทั่วไป เดือน พ.ค. เทียบรายเดือน / รายปี
– จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
– ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย ม.มิชิแกน เดือน มิ.ย.
แนวโน้มราคาทอง
เมื่อในสัปดาห์ก่อน ราคาทองคำได้หลุด Pattern Falling wedge ซึ่งสะท้อนแรงกดดันฝั่งขายในระยะสั้น ในขณะที่ดัชนี RSI ใกล้จะลงทดสอบโซน Oversold และอาจลุ้นฟื้นตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้มีทั้งมุมมองเชิงบวกและลบ ดังนี้
มุมมองเชิงบวก (Upside Scenario): หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน มีความคืบหน้า และมีการบรรลุข้อตกลงต่างๆสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี อาจเริ่มส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่า, น้ำมันดิบร่วงลง และราคาทองคำอาจมีแรงหนุนเชิงบวก โดยมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,600 ดอลลาร์ และ 4,700 ดอลลาร์
มุมมองเชิงลบ (Downside Scenario): ในทางกลับกัน หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน เกิดความยืดเยื้อและยังไม่มีการทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีการปรับตัวขึ้นจากผลกระทบด้านสงคราม อาจส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่า บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งสูง และตามมาด้วยเฟดอาจต้องตรึงดอกเบี้ยสูงยาวนานขึ้น หรือแม้กระทั่งขึ้นดอกเบี้ย ปัจจัยเหล่านี้อาจกดดันให้ราคาทองคำถูกเทขายกลับลงมาแนวรับบริเวณ 4,280 และ 4,180 ดอลลาร์ ทั้งนี้ หากทองโลกหลุดแนวรับทั้งหมดที่ได้กล่าวไปข้างต้น แนวรับถัดไปจะอยู่ที่ 4,100 ดอลลาร์ ตามเส้น 1.0 ของ Fibonacci
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 66,650 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 65,900 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 69,400 บาท และ 70,150 บาท









