Gold Bullish
- แรงงานผู้อพยพยังเป็นปัญหาสำคัญ
- ติดตามดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย ม.มิชิแกน
Gold Bearish
- ตลาดแรงงานสหรัฐฯ อาจทรงตัว
- ช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงถูกปิดล้อม
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลง จากการที่สหรัฐฯ ยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อกดดันอิหร่าน ซึ่งกดดันให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่เฟดได้ลงมติ 8:4 คงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% จากภาวะเงินเฟ้อมีแนวโน้มขยายตัวขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
ติดตามตัวเลขการจ้างงาน / ว่างงาน
ในวันที่ 8 พ.ค. นี้ สหรัฐฯ จะมีการประกาศตัวเลขการว่างงาน / จ้างงานสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มมากกว่าครั้งก่อน เนื่องจากหากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 7 เม.ย. นายฟิลิป เจฟเฟอร์สัน รองประธานเฟด ได้แสดงความกังวลต่อภาวะตลาดแรงงานว่าอยู่ในลักษณะ Low-hire, Low-fire หรือก็คือนายจ้างมีความระมัดระวังอย่างมากในการรับสมัครพนักงานใหม่ เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจสูง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ยอมให้พนักงานออก เพราะได้รับบทเรียนกับการหาแรงงานยากในช่วง COVID-19 ในขณะที่เจฟเฟอร์สันมองว่า อัตราการว่างงานในเดือน มี.ค. อยู่ที่ 4.3% ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับระดับธรรมชาติ (Natural Rate) ที่เศรษฐกิจสามารถเดินหน้าได้เต็มกำลังโดยไม่เกิดเงินเฟ้อ อีกทั้งการจ้างงานใหม่เฉลี่ย 3 เดือนอยู่ที่ประมาณ 70,000 ตำแหน่ง ซึ่งถือว่าเพียงพอสำหรับยุคที่กำลังแรงงานโตช้า
อย่างไรก็ตาม นายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ซึ่งเป็น 1 ใน 7 ผู้ว่าการเฟด ได้แสดงความกังวลเมื่อวันที่ 17 เม.ย. ว่า ในอดีต สหรัฐฯ มีการจ้างงานใหม่ 50,000 – 150,000 ตำแหน่งต่อเดือนเพื่อให้เศรษฐกิจดูมีเสถียรภาพ แต่ในปัจจุบัน ตัวเลข “จุดสมดุล (Breakeven)” ของตลาดแรงงานนั้นลดลงมาจนเกือบเป็นศูนย์ จากแรงงานผู้อพยพลดลงจาก 2.3 ล้านคนในปี 2024 เหลือเพียงเล็กน้อยในปี 2025 และคาดว่าจะกลายเป็นศูนย์ในปี 2026 อีกทั้งยังมีสภาวะ No Hire , No Fire หรือภาวะที่นายจ้างไม่กล้าไล่คนออกเพราะเข็ดกับการหาคนยากช่วงหลัง COVID-19 แต่ก็ไม่กล้าจ้างเพิ่มเพราะความไม่แน่นอนสูง
จากปัจจัยที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ทำให้สรุปได้ว่า ตลาดแรงงานสหรัฐฯ อยู่ในภาวะ “ไม่จ้างเพิ่ม แต่ไม่ให้ออกเพิ่ม” ทำให้ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non – farm payroll) อาจประกาศออกมามากกว่าครั้งก่อน / ทรงตัว ในขณะที่อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) อาจออกมาทรงตัวเช่นกัน ทำให้ยังต้องจับตาต่อไปว่า ตลาดทองคำจะตอบสนองต่อตัวเลขดังกล่าวไปในทิศทางใดต่อไปในวันที่ 8 พ.ค. นี้
ช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงถูกปิดล้อม
ต่อเนื่องมาจากสัปดาห์ที่แล้ว ปธน.ทรัมป์ ยังคงตัดสินใจใช้ยุทธวิธีปิดล้อมทางทะเล (Naval Blockade) ต่อไปอย่างไม่มีกำหนด โดยทรัมป์มองว่าเป็นทางเลือกที่เสี่ยงน้อยกว่าการกลับไปใช้ปฏิบัติการทางทหารหรือการถอนตัวจากความขัดแย้ง อีกทั้งทรัมป์ยังระบุว่าข้อเสนอของอิหร่านที่ให้เปิดอ่าวแลกกับการเลิกปิดล้อมพอร์ตอิหร่าน และพักเรื่องการเจรจาประเด็นนิวเคลียร์ไว้ก่อน เป็นข้อเสนอที่ไม่จริงใจ ซึ่งส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดเช่นเดิมจนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ตัดสินใจลาออกจากกลุ่มโอเปก (OPEC) โดยให้เหตุผลว่าสงครามครั้งนี้ทำให้ตลาดขาดแคลนพลังงานอย่างหนัก และ UAE ต้องการความคล่องตัว ในการผลิตน้ำมันให้เกินโควตาเดิมเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดโลก ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาน้ำมันอาจปรับตัวลงในอนาคต และอาจทำให้ภาวะเงินเฟ้อทั่วโลกชะลอการปรับตัวขึ้นได้ในบางส่วน
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ต้องจับตาต่อไปว่า 1.อิหร่านจะสามารถยื่นข้อเสนอที่น่าพอใจให้แก่สหรัฐฯ ได้หรือไม่ 2.สหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากได้รับข้อเสนอหรือไม่ 3.การปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะส่งผลให้จีนไม่พอใจสหรัฐฯ ประเด็น Supply Shock ด้านน้ำมัน และส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีน – สหรัฐฯ ต้องสั่นคลอนอีกครั้งหรือไม่ ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตาต่อไปในสัปดาห์นี้
ติดตามดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย ม.มิชิแกน
ในวันที่ 8 พ.ค. สหรัฐฯ จะมีการประกาศดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย ม.มิชิแกน เดือน พ.ค.ซึ่งมีประเด็นหลักๆ ของดัชนีดังกล่าวคือค่าครองชีพของประชาชนและเงินเฟ้อหลังราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ยังคงทรงตัวสูง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มสหรัฐฯ พุ่งนิวไฮรอบ 4 ปี โดยแตะระดับ 4.22 ดอลลาร์ต่อแกลลอน สืบเนื่องมาจากการสู้รบในตะวันออกกลางทำให้การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซอัมพาต และสหรัฐฯ ยังเจอภาวะอุปทานตึงตัวจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นหลายแห่ง เช่น บริษัท Phillips ในรัฐอิลลินอยส์ และบริษัทน้ำมัน BP ในอินเดียนาที่เกิดไฟฟ้าดับจนต้องปิดกำลังการผลิตชั่วคราว ในขณะที่นักวิเคราะห์ระบุว่า โดยปกติ ผู้ค้าปลีกน้ำมันจะมีกำไร (Gross Margin) ราว 40 เซนต์ต่อแกลลอน แต่ตอนนี้กำไรถูกบีบหายไปถึง 30 เซนต์ เนื่องจากต้นทุนพุ่งเร็วเกินกว่าจะปรับราคาหน้าปั๊มตามทัน ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะต้องปรับขึ้นอีกรอบเพื่อไม่ให้ผู้ค้าขาดทุนจนต้องปิดกิจการ
จากข้อมูลข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า หากราคาน้ำมันหน้าปั๊มสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากอุปทานน้ำมันที่ตึงตัว จนส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มของสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น อาจส่งผลให้ค่าครองชีพและความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจของประชาชนต่ำลง ซึ่งหนุนให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย ม.มิชิแกน เดือน พ.ค. ลดต่ำลงอีกด้วย
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้
- ดุลการค้าสหรัฐฯ เดือน มี.ค. และดุลการค้าจีน เดือน เม.ย.
- จำนวนตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครใหม่จาก JOLTS เดือน มี.ค.
- ดัชนี PMI ภาคการบริการ ISM เดือน เม.ย.
- การจ้างงานนอกภาคเกษตรจาก ADP เดือน เม.ย.
- จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
- ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมง เทียบรายเดือน / รายปี เดือน เม.ย.
- การจ้างงานนอกภาคเกษตร เดือน เม.ย.
- อัตราการว่างงาน เดือน เม.ย.
- ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย ม.มิชิแกน เดือน พ.ค.
แนวโน้มราคาทอง
ราคาทองคำโลกในสัปดาห์นี้คาดว่าในทางเทคนิคได้เข้าสู่ระยะ Sideways down หลังจากทองคำได้รับปัจจัยกดดันด้านราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และอาจทำให้ตลาดยังคงกังวลภาวะเงินเฟ้อในอนาคต ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลให้ทองคำปรับตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญที่ 4,400 และ 4,300 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม หากทองคำได้รับปัจจัยบวกจากตลาดแรงงานที่อ่อนแอ และ / หรือดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวลง อาจทำให้ทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 4,655 และ 4,755 ดอลลาร์ ซึ่งหากทะลุต้านดังกล่าว อาจทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 4,860 ดอลลาร์ ตามบริเวณเส้น 0.618 ของ Fibonacci ต่อไป
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 69,400 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 68,800 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 71,800 บาท และ 72,450 บาท








