Gold Bullish
- สหรัฐฯ และอิหร่าน ทำ MOU หวังบรรลุสันติภาพ
Gold Bearish
- ติดตามตัวเลขการจ้างงานวันศุกร์นี้
- สหรัฐฯ – อิหร่าน มีความเสี่ยงละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลง จากการที่การเจรจาเพื่อสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนในขณะที่ตลาดยังคงมีความกังวลบอนด์ยีลด์ที่ยังคงมีแนวโน้มขาขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ ในฐานะที่พันธบัตรสหรัฐฯ เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ให้ดอกเบี้ยสูง อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
MOU สหรัฐฯ – อิหร่าน ส่อแววสั่นคลอน
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะเจรจาของสหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจ (MOU) ซึ่งครอบคลุมถึงการขยายเวลาข้อตกลงหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน โดยในช่วงเวลาดังกล่าว ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดให้การขนส่งเชิงพาณิชย์ดำเนินการได้อย่างเต็มรูปแบบ และอิหร่านจะเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่อยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ อีกทั้ง MOU ดังกล่าวยังระบุว่า สหรัฐฯ จะผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนต่ออิหร่าน โดยจะยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือบางส่วนของอิหร่าน และอนุญาตให้อิหร่านกลับมาส่งออกน้ำมันในวงจำกัด ในขณะที่อิหร่านจะให้คำมั่นว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
อย่างไรก็ตาม MOU ดังกล่าวนี้จะเสร็จสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อปธน.ทรัมป์ เป็นผู้ลงนามเท่านั้น ในขณะที่ภายหลังจากการทำ MOU ร่วมกัน ปธน.ทรัมป์ ได้ตัดสินใจเลื่อนการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับร่างข้อตกลงกับอิหร่านออกไป หลังจากประชุมกับทีมความมั่นคงแห่งชาติเป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงที่ห้องประเมินสถานการณ์ (Situation Room) ในทำเนียบขาว ในขณะที่อิหร่านยืนยันว่ายังไม่มีการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับสหรัฐฯ และการเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของประเทศยังไม่ได้ข้อสรุปขั้นสุดท้าย
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ในสัปดาห์นี้ตลาดยังมีความกังวลว่า แม้สหรัฐฯ – อิหร่านจะมีการทำ MOU เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดสันติภาพในตะวันออกกลาง แต่ยังคงมีความเสี่ยงสูงที่การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอาจยังเกิดขึ้นได้โดยง่าย หากปธน.ทรัมป์ยังไม่ได้ลงนามใน MOU ดังกล่าว ทำให้ต้องจับตาต่อไปว่า สันติภาพจะเกิดขึ้นได้โดยเร็ววันนี้หรือไม่ หากสามารถยุติได้ ราคาน้ำมันดิบ / เงินเฟ้อ และดอกเบี้ยเฟดมีแนวโน้มปรับตัวลง ซึ่งอาจหนุนทองโลกให้ปรับตัวขึ้น แต่หากไปในทางตรงกันข้าม ทองโลกก็มีโอกาสปรับฐานลงต่อได้เช่นกัน
ติดตามตัวเลขการจ้างงานวันศุกร์นี้
ในวันศุกร์ที่ 5 มิ.ย. สหรัฐฯ จะมีการเผยการจ้างงานนอกภาคการเกษตร เดือน พ.ค. และอัตราการว่างงาน เดือน พ.ค.โดยก่อนหน้านี้ นายฟิลลิป เจฟเฟอร์สัน รองประธานเฟด ได้แสดงความกังวลถึงการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เป็นต้นกำเนิดให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นในภาพรวม แม้ว่าเงินเฟ้ออาจจะลดลงในช่วงปลายปี 2026 เมื่อผลกระทบจากกำแพงภาษีและการช็อกทางพลังงานเริ่มเบาบางลงก็ตามที ในขณะที่ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังมีความเสถียรในวงกว้าง โดยการจ้างงานใหม่และการเลิกจ้างอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ แต่เจฟเฟอร์สันยังมองว่าความเสี่ยงต่อตลาดแรงงานนั้นค่อนข้างเอนเอียงไปในเชิงบวกมากกว่า
จากมุมมองของเจฟเฟอร์สัน มีความสอดคล้องกันกับนายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก ที่มีมุมมองว่าภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีความแข็งแกร่ง และตลาดแรงงานยังคงมีประสิทธิภาพที่ดีมาก แต่ทว่าวิลเลียมส์ยังให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพของการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาว แม้ว่าในระยะสั้นจะปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์โลกในปัจจุบันก็ตาม
อย่างไรก็ตาม นางลิซ่า คุก ผู้ว่าการเฟด ได้กล่าวว่าตลาดแรงงานอยู่ในสภาวะคงที่ด้วยอัตราว่างงานร้อยละ 4.3 แต่มีความเสี่ยงขาลงเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลางและแนวโน้มการเลิกจ้างที่อาจเกิดขึ้นก่อนการสร้างงานใหม่จากการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจ แม้ว่าในภาพรวมผลิตภาพแรงงานจะขยายตัวได้ดีกว่าช่วงก่อนเกิดโรคระบาด Covid-19 ซึ่งจะเป็นแรงส่งสำคัญต่อการเติบโตของ GDP ในระยะกลางและระยะยาวก็ตาม
จากปัจจัยที่ได้กล่าวไปในข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า การจ้างงานในตลาดแรงงานสหรัฐฯ และอัตราการว่างงานที่จะมีการประกาศในวันที่ 5 มิ.ย. มีแนวโน้มทรงตัวและมีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่งกว่าคาด จากการที่ธุรกิจต่างๆ อาจต้องแบกรับต้นทุนเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันและราคาสินค้าจาก Supplier ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้นายจ้างไม่กล้าจ้างงานเพิ่ม ในขณะที่ตลาดแรงงานยังคงมีเสถียรภาพแบบ “ไม่โต ไม่ตาย”จากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีเสถียรภาพ ทั้งนี้ หากตัวเลขการจ้างงานปรับตัวสูงขึ้น และอัตราการว่างงานลดลง การกดดันราคาทองคำให้ปรับตัวลง แต่หากเป็นไปในทางตรงกันข้าม ก็อาจทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้เช่นกัน
ประเด็นที่สำคัญในสัปดาห์นี้
- ดัชนี PMI ภาคการผลิต / บริการจาก ISM เดือน พ.ค.
- จำนวนตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครใหม่จาก JOLTS เดือน เม.ย.
- การจ้างงานนอกภาคการเกษตรจาก ADP เดือน พ.ค.
- จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
- ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมง เทียบรายเดือน / รายปี เดือน พ.ค.
- การจ้างงานนอกภาคการเกษตร เดือน พ.ค.
- อัตราการว่างงาน เดือน พ.ค.
แนวโน้มราคาทอง
ในสัปดาห์นี้ ราคาทองคำมีความเสี่ยงปรับฐานลง โดยทำ Pattern แบบ Falling wedge หลังทองคำยังคงมีการปรับตัวลงต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้มีทั้งมุมมองเชิงบวกและลบ ดังนี้
มุมมองเชิงบวก (Upside Scenario): ภายหลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน หลังจากการทำ MOU อาจเริ่มส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่า, น้ำมันดิบร่วงลง และราคาทองคำอาจมีแรงหนุนเชิงบวก โดยมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,600ดอลลาร์ และ 4,700 ดอลลาร์
มุมมองเชิงลบ (Downside Scenario): ในทางกลับกัน หากสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน มีการละเมิดข้อตกลงและการรบยังดำเนินต่อไป ในขณะที่ตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ แสดงถึงความแข็งแกร่งเหมือนอย่างที่กรรมการเฟดแต่ละท่านได้แถลงไปก่อนหน้านี้อาจส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่า บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งสูงกว่าเดิม ตามมาด้วยเฟดอาจต้องตรึงดอกเบี้ยสูงยาวนาน หรือแม้กระทั่งขึ้นดอกเบี้ย ปัจจัยเหล่านี้อาจกดดันให้ราคาทองคำถูกเทขายกลับลงมาแนวรับบริเวณ 4,360 และ 4,260 ดอลลาร์ ทั้งนี้ หากทองโลกหลุดแนวรับทั้งหมดที่ได้กล่าวไปข้างต้น แนวรับถัดไปจะอยู่ที่ 4,100 ดอลลาร์ ตามเส้น 1.0 ของ Fibonacci
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 68,800 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 68,300 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 70,600 บาท และ 71,100 บาท









