ราคาทองคำในตลาดโลกปิดที่ระดับ 4,031 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 23.9 ดอลลาร์ หรือประมาณ 0.6% จากวันก่อนหน้า โดยระหว่างวันราคาผันผวนค่อนข้างสูง เคลื่อนไหวในกรอบกว้างกว่า 150 ดอลลาร์ ทำระดับต่ำสุดบริเวณ 3,960 ดอลลาร์ และระดับสูงสุดบริเวณ 4,115 ดอลลาร์ ท่ามกลางการจับตาถ้อยแถลงของเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในการประชุมธนาคารกลางยุโรปประจำปี ที่เมืองซินตรา ประเทศโปรตุเกส เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569
เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่ เปิดฉากบทบาทด้วยจุดยืนที่ชัดเจนว่า เฟดจะไม่ยอมให้เงินเฟ้อสูงเกินกรอบเป้าหมายที่ 2% และจะยังให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคาเป็นภารกิจหลัก แม้ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดบางส่วนเริ่มตั้งคำถามว่าเฟดอาจต้องยอมรับเงินเฟ้อที่สูงกว่าเป้าหมายเดิม เพื่อแลกกับการประคองการเติบโตของเศรษฐกิจ
ท่าทีดังกล่าวถือเป็นสัญญาณสำคัญต่อตลาดการเงิน เพราะสะท้อนว่าเฟดภายใต้การนำของวอร์ชยังคงให้ความสำคัญกับการนำเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% และไม่ต้องการให้ตลาดคาดหวังว่าเฟดจะยอมรับเงินเฟ้อที่สูงกว่าเป้าหมาย แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเรียกร้องให้เฟดลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็ตาม โดยวอร์ชย้ำว่า การตัดสินใจด้านนโยบายการเงินจะยึดตามข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก ไม่ใช่แรงกดดันจากภายนอก ขณะที่เงินเฟ้อยังคงอยู่เหนือเป้าหมายของเฟดมาเป็นเวลานาน และเงินเฟ้อพื้นฐานก็ยังไม่ได้ชะลอลงอย่างชัดเจน
อีกประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจ คือวอร์ชไม่ต้องการส่งสัญญาณล่วงหน้า หรือ Forward Guidance เกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยเหมือนในอดีต โดยมองว่าการชี้นำตลาดมากเกินไป อาจทำให้ตลาดเคลื่อนไหวตามสัญญาณของเฟด มากกว่าปรับตัวตามข้อมูลเศรษฐกิจจริง ซึ่งแนวทางดังกล่าวอาจช่วยให้เฟดมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการรับมือกับข้อมูลเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจส่งผลให้ตลาดการเงินต้องเผชิญกับความผันผวนที่มากขึ้นเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม วอร์ชไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนเกี่ยวกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งถัดไป และยอมรับว่าความคาดหวังเงินเฟ้อเริ่มผ่อนลงบางส่วน ทำให้ตลาดยังตีความถ้อยแถลงดังกล่าวแบบผสมผสาน ระหว่างความเข้มงวดต่อเป้าหมายเงินเฟ้อ และความเป็นไปได้ที่เฟดจะรอดูข้อมูลเศรษฐกิจเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ
สำหรับตลาดทองคำ ท่าทีของวอร์ชในภาพรวมถือเป็นปัจจัยกดดันในระยะสั้น เนื่องจากหากตลาดปรับเพิ่มคาดการณ์ว่าเฟดอาจคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น และยังมีโอกาสที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม จะส่งผลให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำเพิ่มขึ้นอีกครั้ง จากการปรับตัวของบอนด์ยีลด์ ดอลลาร์ และอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield)
อย่างไรก็ตาม การดีดตัวของราคาทองคำในรอบนี้ไม่ได้สะท้อนแรงหนุนจากท่าทีของเฟดโดยตรง แต่มีแนวโน้มสะท้อนแรงซื้อจากความผันผวนของตลาด และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ โดยเฉพาะสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งยังเป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
ขณะที่สงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ตัดสินใจที่จะใช้มาตรการทางการทูตต่อไป แม้มีการพิจารณาทางเลือกในการกลับไปใช้ปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบกับอิหร่าน แต่ปธน.ทรัมป์ได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงว่า เขาเชื่อว่าการเปิดฉากโจมตีครั้งใหม่อาจบั่นทอนความพยายามทางการทูต และลดโอกาสในการบรรลุเป้าหมายสูงสุดในการยุติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยทรัมป์จะยอมให้การเจรจากับอิหร่านดำเนินต่อไปได้หลังเส้นตายวันที่ 18 ส.ค.เพื่อให้มีการบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน
นอกจากนี้ ราคาทองคำยังได้แรงหนุนจากข้อมูลแรงงานสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด โดยรายงานการจ้างงานภาคเอกชน ADP เดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นเพียง 98,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 118,000 ตำแหน่ง ทำให้นักลงทุนบางส่วนประเมินว่าแรงกดดันในตลาดแรงงานอาจเริ่มชะลอลง และช่วยลดแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์ในระยะสั้น
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก CME FedWatch สะท้อนว่า ตลาดยังให้น้ำหนักสูงกับความเป็นไปได้ที่เฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในกรอบ 3.50–3.75% ในการประชุมเดือนกรกฎาคม ขณะที่การประชุมเดือนกันยายน ตลาดยังประเมินความเป็นไปได้ที่เฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง หากข้อมูลเงินเฟ้อและตลาดแรงงานยังไม่ชะลอลงตามที่คาด
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า ตลาดการเงินกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องพึ่งพาข้อมูลเศรษฐกิจรายตัวมากขึ้น หลังเฟดลดบทบาทของการส่งสัญญาณล่วงหน้า ขณะที่นักลงทุนยังต้องประเมินพร้อมกันทั้งทิศทางเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ดอลลาร์ บอนด์ยีลด์ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
สำหรับทองคำ ระยะสั้นยังมีความเสี่ยงถูกกดดันจากแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าคาด และต้นทุนค่าเสียโอกาสที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ยังช่วยจำกัดแรงขายบางส่วน ทำให้ราคาทองคำมีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวนในกรอบกว้าง โดยตลาดต้องติดตามทิศทางดอลลาร์ บอนด์ยีลด์ real yield และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชุดถัดไปอย่างใกล้ชิด









