ดัชนี Nasdaq ซึ่งมีหุ้นเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อน ปรับตัวลงรุนแรงที่สุดในรอบวันนับตั้งแต่เหตุการณ์ “Liberation Day” เมื่อเดือนเมษายน 2025 ส่งผลให้มูลค่าตลาดหายไปหลายล้านล้านดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลว่าธุรกิจ AI อาจเผชิญการตรวจสอบและกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) หลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะครั้งใหญ่ในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ
ดัชนี Nasdaq Composite ร่วงลง 5.5% จากความกังวลของนักลงทุนว่า ชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมอาจทำให้การขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ชะลอตัวลง และส่งผลกระทบต่อบริษัทขนาดเล็กที่กำลังเผชิญข้อจำกัดในการระดมทุนอยู่แล้ว จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและภาวะการเงินที่ตึงตัว
การเทขายหุ้น AI เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่สอง และเป็นครั้งที่ห้าแล้วที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลดลงมากกว่า 500 จุดนับตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม สะท้อนว่าการลงทุนในหุ้น AI ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับความสนใจอย่างมาก กำลังเผชิญแรงกดดันจากการถูกตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงมากขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
Michael O’Rourke หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ JonesTrading ในเมืองสแตมฟอร์ด รัฐคอนเนตทิคัต กล่าวว่า ประเด็นสำคัญจากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเฉพาะการที่พรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะในตำแหน่งผู้ว่าการรัฐหลายแห่ง คือแนวโน้มการชะลอการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล ซึ่งจะกลายเป็นประเด็นหลักที่ตลาดให้ความสนใจต่อจากนี้
ขณะนี้ดัชนี Nasdaq Composite เข้าสู่ภาวะปรับฐาน (Correction) แล้ว หลังปรับตัวลดลงเกือบ 12% จากระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม โดยทั่วไปภาวะ Correction หมายถึงการปรับตัวลดลงอย่างน้อย 10% จากจุดสูงสุดล่าสุด
นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า การปรับตัวลงอย่างรุนแรงในครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณว่าจะมีแรงขายเพิ่มเติม โดยอาจเริ่มเห็นผลในการซื้อขายของตลาดเอเชียในวันศุกร์ แม้ว่าดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นและ Kospi ของเกาหลีใต้จะปรับตัวขึ้นมากกว่า 20% นับตั้งแต่ต้นปี แต่ทั้งสองตลาดก็ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยหลังจากหุ้นที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูลในสหรัฐฯ ถูกเทขายอย่างหนักเมื่อวันพุธ
นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า การสูญเสียมูลค่าตลาดอย่างรุนแรงอาจส่งผลต่อกำหนดเวลาการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของ Anthropic ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ หากการเข้าจดทะเบียนต้องเลื่อนออกไป ก็อาจยิ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาด
นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนระบุว่า การปรับตัวลงของหุ้นในกลุ่มที่เคยได้รับความนิยมสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายทั้งหมด เนื่องจากหุ้นหลายบริษัทปรับตัวขึ้นมาอย่างมากก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกัน บริษัทกลุ่ม Neocloud อย่าง Nebius และ CoreWeave ก็เผชิญความกังวลด้านการจัดหาเงินทุนมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้นในช่วงปลายฤดูร้อน
เมื่อวันพฤหัสบดี หุ้นกลุ่มชิปและบริษัท Neocloud ปรับตัวลงรุนแรงที่สุด สะท้อนความกังวลว่าโครงการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์อาจเผชิญความล่าช้า ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index ร่วงลง 12% แตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 6 เดือน ขณะที่หุ้น Nvidia ลดลง 9% และ Advanced Micro Devices (AMD) ร่วงลง 17%
ส่วนดัชนี VIX ซึ่งเป็นมาตรวัดความผันผวนที่ตลาดคาดการณ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อมาตรวัดความกลัวของวอลล์สตรีท ปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024
หุ้นกลุ่มที่เคยร้อนแรงเผชิญแรงขายหนัก
แม้ก่อนหน้านี้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI หรือกลุ่ม Hyperscalers จะสามารถต้านทานแรงเทขายหุ้น AI เมื่อวันพุธได้ แต่ในวันพฤหัสบดีก็เริ่มปรับตัวลงเช่นกัน โดยหุ้น Amazon และ Alphabet ลดลงบริษัทละ 2.2%
ดัชนี Nasdaq 100 ซึ่งประกอบด้วยบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดในตลาด Nasdaq ปรับตัวลดลง 6.4% ส่งผลให้มูลค่าตลาดหายไปถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
แรงเทขายครั้งนี้สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มนำความเสี่ยงจากการต่อต้านการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลในระดับท้องถิ่นมาประกอบการประเมินมูลค่าหุ้นมากขึ้น ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายมองว่าตลาดยังไม่ได้ประเมินต้นทุนที่โครงการศูนย์ข้อมูลสร้างให้กับชุมชนในสหรัฐฯ อย่างครบถ้วน
Bruce Zaro กรรมการผู้จัดการของ Granite Wealth Management ในเมืองพลีมัท รัฐแมสซาชูเซตส์ กล่าวว่า โครงการศูนย์ข้อมูลจำนวนมากอาจเผชิญกระแสต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากการตั้งศูนย์ข้อมูลใกล้ชุมชนส่งผลให้ระบบไฟฟ้าและระบบน้ำต้องรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น แม้จะมีโครงการจำนวนหนึ่งได้รับอนุมัติแล้ว แต่ยังมีอีกหลายโครงการที่ต้องผ่านกระบวนการขออนุญาต ซึ่งอาจเผชิญอุปสรรคอย่างมากในระยะต่อไป
นักวิเคราะห์จาก UBS ประเมินว่า กำลังการรองรับของศูนย์ข้อมูลในสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในปี 2028 ราว 30% อาจมีความเสี่ยงจากความเป็นไปได้ที่จะมีการระงับการก่อสร้างชั่วคราว ซึ่งอาจกระทบต่ออุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการขยายศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่อย่างรวดเร็วเพื่อรองรับการเติบโต
ความกังวลทางการเมืองครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่การลงทุนในหุ้น AI กำลังเผชิญแรงกดดันอยู่แล้ว จากข้อสงสัยเกี่ยวกับผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment) เมื่อเทียบกับเม็ดเงินมหาศาลที่บริษัทต่าง ๆ ทุ่มลงไปในเทคโนโลยีดังกล่าว
หุ้นกลุ่มที่เคยได้รับประโยชน์จาก AI เริ่มปรับตัวลง
หุ้น CoreWeave ซึ่งเป็นบริษัท Neocloud และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความกังวลของนักลงทุนต่อการใช้จ่ายและการกู้ยืมเงินจำนวนมากในธุรกิจ AI ปรับตัวลดลง 10%
ขณะเดียวกัน ส่วนต่างผลตอบแทนของ Credit Default Swap (CDS) อายุ 5 ปีของ CoreWeave ซึ่งใช้สะท้อนการประเมินความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ของตลาด ปรับตัวกว้างขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,267.9 จุดพื้นฐาน ตามข้อมูลของ S&P Global Market Intelligence
ส่วน CDS อายุ 5 ปีของ Intel ก็ปรับตัวกว้างขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 149.7 จุดพื้นฐานเช่นกัน
หุ้น Nebius ซึ่งเป็นบริษัท Neocloud อีกรายหนึ่ง ปรับตัวลดลง 15% โดยหุ้นของทั้ง CoreWeave และ Nebius ต่างปรับตัวลดลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง นับตั้งแต่ดัชนี Nasdaq Composite ทำสถิติสูงสุดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม
Ted Parkhill ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Incline Investment Management กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดกำลังเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับศักยภาพของ AI ไปสู่การพิจารณาต้นทุนที่แท้จริงของ AI
เขาระบุว่า ไม่มีข้อสงสัยว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกในระยะยาว แต่ไม่ได้หมายความว่าหุ้นทุกตัวที่เกี่ยวข้องกับ AI จะมีราคาที่เหมาะสมในปัจจุบัน และตลาดยังมีโอกาสเผชิญความผันผวนอย่างมาก
ด้านหุ้นผู้ประกอบการศูนย์ข้อมูล ได้แก่ Applied Digital, Cipher Digital และ IREN ต่างปรับตัวลดลงมากกว่า 14%
แรงอ่อนตัวยังขยายไปถึงหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและผู้จัดหาอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล โดยหุ้น GE Vernova ลดลง 7.4% ขณะที่ Constellation Energy ปรับตัวลดลง 2.5%
ส่วนหุ้น Microsoft ลดลง 3.6% หลัง Bloomberg News รายงานว่า บริษัทกำลังเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลโครงการศูนย์ข้อมูลบางแห่งของ Nebius, IREN และ Nscale
ที่มา : Reuters









