ข่าวสารการลงทุน

ทรัมป์ประกาศเตรียมเป็น “Mr Veto” หลังพ่ายศึกเลือกตั้งคองเกรส

05 พฤศจิกายน 2569|10:54 น.

โดนัลด์ ทรัมป์ ตอบโต้ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ด้วยการขู่ว่าจะใช้อำนาจสำคัญประการหนึ่งที่ยังเหลืออยู่ นั่นคือ อำนาจยับยั้งกฎหมายของประธานาธิบดี (Presidential Veto)

ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ถือเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ของประธานาธิบดี โดยพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะและครองเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันพุธ หลังได้รับชัยชนะอย่างกว้างขวางในพื้นที่ฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน รวมถึงรัฐแคนซัสและเท็กซัส

ผลการเลือกตั้งจะจำกัดความสามารถของทรัมป์ในการผลักดันวาระทางกฎหมายในช่วงเวลาที่เหลือของการดำรงตำแหน่งอย่างมาก หลังจากตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สภาคองเกรสแทบไม่ได้ใช้อำนาจของตนเพื่อควบคุมหรือจำกัดการทำงานของประธานาธิบดี

เมื่อเห็นชัดว่าพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้หนักเพียงใด ทรัมป์ได้โพสต์ภาพหมวกเบสบอลสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาลงบนบัญชี Truth Social โดยบนหมวกมีคำว่า “Veto” เพียงคำเดียว

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่าเขาคาดว่าจะใช้สิทธิยับยั้งกฎหมายเป็นเวลา “หนึ่งหรือสองเดือน” ก่อนจะหาทางประนีประนอมกับพรรคเดโมแครต โดยทรัมป์กล่าวในรายการพอดแคสต์ Pod Force One ของ New York Post ว่า “ผมคิดว่าผมคงจะกลายเป็น Mr Veto แล้วหลังจากนั้น เมื่อถึงจุดหนึ่ง เราก็คงจะทำข้อตกลงกันได้”

ทำเนียบขาวเตรียมรับมือความเป็นไปได้ที่พรรคเดโมแครตจะเข้าควบคุมสภาคองเกรสมานานหลายเดือนแล้ว และจะพยายามผลักดันวาระของทรัมป์ในประเด็นการเข้าเมือง ภาษีศุลกากร ค่าที่อยู่อาศัย และการใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง ผ่านอำนาจฝ่ายบริหาร

The Independent วิเคราะห์ว่า ทรัมป์ยังมีอำนาจยับยั้งกฎหมายอะไรอยู่บ้าง และจะเผชิญข้อจำกัดด้านใดในการบริหารประเทศหลังผลการเลือกตั้งครั้งนี้

อำนาจยับยั้งกฎหมาย (Veto) คืออะไร?

แม้พรรคเดโมแครตจะชนะการเลือกตั้งและครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา แต่ทรัมป์ยังคงมีอำนาจยับยั้งกฎหมาย รวมถึงอำนาจฝ่ายบริหารในวงกว้าง ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อความสามารถของฝ่ายตรงข้ามในการผลักดันกฎหมายสำคัญ

รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ มาตรา 1 หมวด 7 ระบุว่า ประธานาธิบดีมีอำนาจยับยั้งร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสก่อนที่จะประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ อย่างไรก็ตาม สภาคองเกรสสามารถลงมติล้มล้างการยับยั้งของประธานาธิบดีได้ แต่ต้องได้รับเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกทั้งสองสภา

อำนาจยับยั้งไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีแก้ไขเนื้อหาของร่างกฎหมาย แต่การขู่ว่าจะใช้สิทธิดังกล่าวอาจช่วยให้ประธานาธิบดีมีอิทธิพลต่อการกำหนดเนื้อหาและทิศทางของร่างกฎหมายตั้งแต่ก่อนที่จะมีการเสนอเข้าสู่สภา

ส่วนการยับยั้งแบบที่เรียกว่า “Pocket Veto” จะเกิดขึ้นเมื่อประธานาธิบดีไม่ลงนามในร่างกฎหมายภายใน 10 วัน หลังจากสภาคองเกรสส่งร่างกฎหมายมาให้พิจารณา โดยไม่นับวันอาทิตย์ หากสภาคองเกรสปิดสมัยประชุมก่อนครบกำหนด 10 วัน และประธานาธิบดีไม่ได้ส่งร่างกฎหมายกลับคืน ร่างกฎหมายนั้นจะตกไปโดยปริยาย

การยับยั้งรูปแบบนี้มีอำนาจมากเป็นพิเศษ เพราะสภาคองเกรสไม่สามารถลงมติล้มล้างได้ เนื่องจากไม่สามารถลงมติในช่วงที่ปิดสมัยประชุม

ทรัมป์เคยใช้อำนาจยับยั้งกฎหมายมาก่อนหรือไม่?

ตามข้อมูลของ American Presidency Project แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาบาร์บารา ทรัมป์ใช้อำนาจยับยั้งกฎหมาย 10 ครั้งในช่วงการดำรงตำแหน่งสมัยแรก

ส่วนในสมัยที่สอง เขาใช้อำนาจดังกล่าวไปแล้ว 2 ครั้ง เมื่อเทียบกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งใช้อำนาจยับยั้ง 13 ครั้ง และบารัก โอบามา ซึ่งใช้อำนาจดังกล่าว 12 ครั้งตลอดการดำรงตำแหน่ง 2 สมัย

เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ทรัมป์ใช้สิทธิยับยั้งร่างกฎหมาย 2 ฉบับที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสด้วยการสนับสนุนจากทั้งสองพรรค

ร่างกฎหมายฉบับแรกมีเป้าหมายลดภาระค่าใช้จ่ายที่ชุมชนในรัฐโคโลราโดต้องจ่ายสำหรับโครงการก่อสร้างท่อส่งน้ำแห่งใหม่ ซึ่งเสนอโดยลอเรน โบเบิร์ต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกันและเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางการเมืองของทรัมป์

ส่วนร่างกฎหมายอีกฉบับมีเป้าหมายสนับสนุนโครงการป้องกันน้ำท่วมให้แก่ชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกันในรัฐฟลอริดา

ภายใต้ร่างกฎหมายดังกล่าว ชนเผ่า Miccosukee จะได้รับอำนาจควบคุมพื้นที่ของชนเผ่ามากขึ้น แต่ทรัมป์ให้เหตุผลในการยับยั้งว่า ชนเผ่านี้ “พยายามขัดขวางนโยบายด้านการเข้าเมืองที่สมเหตุสมผลอย่างแข็งขัน ทั้งที่ประชาชนชาวอเมริกันได้ลงคะแนนสนับสนุนนโยบายดังกล่าวอย่างชัดเจนเมื่อเลือกผมเป็นประธานาธิบดี”

ชนเผ่า Miccosukee เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์เกี่ยวกับศูนย์ควบคุมตัวผู้อพยพในพื้นที่เอเวอร์เกลดส์ ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “Alligator Alcatraz” และปัจจุบันศูนย์ดังกล่าวได้ปิดตัวลงแล้ว

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติ เพื่อขยายขอบเขตอำนาจในการดำเนินการโดยไม่ต้องออกกฎหมายใหม่ แม้สภาคองเกรสจะสามารถลงมติยุติสถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านั้นได้ แต่ทรัมป์ก็สามารถใช้สิทธิยับยั้งมติดังกล่าวได้เช่นกัน ซึ่งจะทำให้สภาคองเกรสต้องใช้เสียงสนับสนุน 2 ใน 3 ของทั้งสองสภาเพื่อล้มล้างการยับยั้ง

ทรัมป์จะเผชิญข้อจำกัดในการทำอะไรบ้าง?

ผลการเลือกตั้งมีแนวโน้มทำให้กรุงวอชิงตันเผชิญภาวะชะงักงันทางการเมือง

เมื่อสมาชิกสภาคองเกรสชุดใหม่เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม พรรคเดโมแครตคาดว่าจะใช้อำนาจในสภาเปิดการสอบสวนรัฐบาลทรัมป์ ครอบครัว และพันธมิตรทางการเมืองของเขา รวมถึงเรียกร้องให้รัฐบาลยอมรับข้อเสนอแลกเปลี่ยนในการพิจารณากฎหมายสำคัญ

นอกจากนี้ วุฒิสภาที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคเดโมแครตยังสามารถขัดขวางการแต่งตั้งบุคคลของทรัมป์ได้ รวมถึงการเสนอชื่อผู้พิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐฯ หากมีตำแหน่งว่างเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายเรื่องที่ทรัมป์สามารถดำเนินการหรือมีอิทธิพลได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรส โดยเขายังคงมีอำนาจอย่างมากในการกำหนดนโยบายต่างประเทศและบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากร ซึ่งเป็นสองประเด็นสำคัญในวาระการดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของเขา

ตัวอย่างเช่น ทรัมป์ยังสามารถสั่งโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเพิ่มเติม กำหนดมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และเจรจากับผู้นำประเทศต่าง ๆ ได้โดยตรง รวมถึงวลาดิเมียร์ ปูติน และสี จิ้นผิง

อย่างไรก็ตาม สนธิสัญญาฉบับใหม่กับประเทศอื่น ๆ ไม่สามารถให้สัตยาบันได้หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส และทรัมป์ก็ไม่สามารถประกาศสงครามกับประเทศอื่นได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้อำนาจในการประกาศสงครามเป็นของสภาคองเกรสเท่านั้น

อำนาจยับยั้งจะบีบให้ทรัมป์และพรรคเดโมแครตต้องประนีประนอมหรือไม่?

ตลอดการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสองสมัย ทรัมป์แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ค่อยต้องการขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรสสำหรับนโยบายสำคัญหลายเรื่อง รวมถึงสงครามในอิหร่านที่ได้รับเสียงคัดค้านอย่างมาก ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ด้วยการลอบสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี

ในการให้สัมภาษณ์กับ The New York Times เมื่อวันอังคาร ทรัมป์ส่งสัญญาณประนีประนอมกับพรรคเดโมแครตอย่างน่าประหลาดใจ โดยกล่าวว่าเขา “ยินดีที่จะยอมรับผลการเลือกตั้ง” กลางเทอม

ทรัมป์กล่าวว่า “เราจะทำงานร่วมกับพรรคเดโมแครต และตั้งตารอที่จะร่วมงานกับพวกเขา เราน่าจะหาทางตกลงกันได้”

หากต้องการผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้นจริง ทรัมป์และพรรคเดโมแครตจำเป็นต้องหาข้อตกลงร่วมกัน

ในอดีตเคยมีตัวอย่างลักษณะนี้เกิดขึ้นมาแล้ว ระหว่างปี 1995–1996 บิล คลินตัน ประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตในขณะนั้น จำเป็นต้องเจรจากับสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก เพื่อผลักดันร่างงบประมาณของรัฐบาลกลาง

คลินตันใช้สิทธิยับยั้งร่างกฎหมายงบประมาณฉบับแรกที่พรรครีพับลิกันเสนอในเดือนธันวาคม 1995 ส่งผลให้หน่วยงานรัฐบาลกลางต้องปิดทำการเกือบหนึ่งเดือน

ท้ายที่สุด การเจรจาระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันนำไปสู่การผ่านกฎหมาย Balanced Budget Act of 1997 ซึ่งมีการประนีประนอมจากทั้งสองฝ่ายในประเด็นภาษีและการลดรายจ่ายของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า ทรัมป์มีแนวโน้มจะยังคงบริหารประเทศในรูปแบบเดิม โดยไม่พึ่งพาความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

Nathan Gonzales บรรณาธิการของ Inside Elections ซึ่งเป็นสำนักวิเคราะห์การเมืองที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด กล่าวว่า “ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์แทบจะเพิกเฉยต่อสภาคองเกรส และพยายามใช้อำนาจฝ่ายบริหารกับคำสั่งฝ่ายบริหารให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมคิดว่าเขาจะยังคงทำเช่นนั้นต่อไป เมื่อพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมาก”

ประวัติที่ผ่านมาแสดงให้เห็นด้วยว่า แม้พรรคเดโมแครตมีแนวโน้มจะเสนอร่างกฎหมายใหม่จำนวนมากเพื่อกดดันทรัมป์ แต่เขาก็ไม่น่าจะให้การสนับสนุนร่างกฎหมายส่วนใหญ่เหล่านั้น

ทรัมป์กล่าวกับ FOX News ว่า “พวกเขาอาจส่งร่างกฎหมายดี ๆ มาให้ 50 ฉบับ ซึ่งพวกเขาตื่นเต้นกับร่างกฎหมายเหล่านั้นมาก แต่ผมก็จะส่งกลับไปพร้อมประทับตราอย่างดี”

ด้าน Rebecca Stone รองศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์สหรัฐฯ จากมหาวิทยาลัยวอร์วิก ให้สัมภาษณ์กับ The Independent ว่า ภาวะชะงักงันทางการเมืองที่เกิดจากการใช้สิทธิยับยั้งกฎหมายอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลเสียต่อโอกาสของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งถัดไป

เธออธิบายว่า “ต่างจากทรัมป์ สมาชิกพรรคของเขาจะต้องลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้งภายในเวลาเพียง 2 ปี และหลังจากกระแสชัยชนะครั้งใหญ่ของพรรคเดโมแครตเมื่อวานนี้ พวกเขาแทบไม่มีพื้นที่ให้ยอมรับสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้อีกแล้ว”

“ความพยายามร่วมกันของทั้งสองพรรคเพื่อทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ อาจได้รับความนิยมจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งสายกลาง และพรรครีพับลิกันอาจเริ่มมองว่าการแสดงจุดยืนปฏิเสธผู้นำของตนเองอย่างชัดเจน อาจเป็นแรงหนุนที่พรรคต้องการ”

ที่มา : Independent

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

 
usa flag

สหรัฐฯ คว่ำบาตรเครือข่ายอินเดีย-ตุรกี ฐานเอื้อประโยชน์อิหร่าน มุ่งตัดท่อน้ำเลี้ยงน้ำมันเตหะราน

11:41 น.

 
Pete Hegseth

พีต เฮกเซธ อาจกลายเป็นผู้รับผิดชอบความพ่ายแพ้ของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอม แม้ทรัมป์ยังให้การสนับสนุน

11:38 น.

 
jd vance web

รองปธน.สหรัฐฯ ชี้ สงครามอิหร่านเป็นต้นเหตุพรรครีพับลิกันพ่ายศึกเลือกตั้งกลางเทอม

11:28 น.

 
cover website gold outlook

ลุ้นทองคำเดือนพฤศจิกายนให้ผลตอบแทนเป็นบวก พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส

09:51 น.

คำถามที่พบบ่อย

เกี่ยวกับเรา

พูดคุยกับเรา

พบเจอปัญหา หรือมีข้อสงสัย
ทักหาเราได้เลยที่นี่

เวลาทำการลูกค้าสัมพันธ์
จันทร์ - ศุกร์ 08.30 น. - 24.00 น.
เสาร์ - อาทิตย์ 08.30 น. - 17.30 น.

For the best experience, we recommend viewing the site in portrait orientation on mobile devices.

ไอคอน PDPA

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน กรุณาดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

You can choose your cookie settings by enabling/disabling cookies for each category as needed, except for necessary cookies.

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้เหล่านี้จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์ เช่น การรักษาการล็อกอินของผู้ใช้ การบันทึกสินค้าที่เพิ่มลงในรถเข็น และการบันทึกการตั้งค่าภาษา
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ เช่น จำนวนผู้เข้าชม, หน้าเว็บที่ได้รับความนิยม และพฤติกรรมการท่องเว็บ ซึ่งช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้การทำงานเพื่อจดจำการตั้งค่าผู้ใช้

    คุกกี้เหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ โดยจดจำการตั้งค่าที่ผู้ใช้เคยกำหนดไว้ เช่น ชื่อผู้ใช้, ภาษา, ภูมิภาค หรือการปรับแต่งเว็บไซต์ตามความต้องการ
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ของบุคคลที่สามเพื่อการวิเคราะห์และการตลาด

    คุกกี้เหล่านี้ถูกตั้งค่าโดยบุคคลที่สาม เช่น ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลหรือผู้ให้บริการโฆษณา และใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น การวิเคราะห์เว็บไซต์และการทำการตลาด
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้โฆษณาเพื่อแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจ

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อติดตามการใช้งานของผู้ใช้บนเว็บไซต์ต่าง ๆ และแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจของผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งมักจะใช้โดยเครือข่ายโฆษณาภายนอก
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึกการตั้งค่า