ภายในทำเนียบขาวมีความเห็นแบ่งออกเป็น 3 แนวทางเกี่ยวกับการยุติสงครามกับอิหร่าน ในช่วงที่การเจรจาทางอ้อมระหว่างสองประเทศยังดำเนินต่อไป
1. กลุ่มสนับสนุนการเจรจาเพื่อยุติสงคราม
JD Vance รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ Steve Witkoff ผู้แทนพิเศษของทำเนียบขาว ซึ่งมองว่าการกลับมาเปิดฉากโจมตีอีกครั้งจะไม่ทำให้ผลลัพธ์ของสงครามเปลี่ยนแปลงไป โดยแนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย
2. กลุ่มสนับสนุนการกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบ
Pete Hegseth รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งเห็นว่าไม่สามารถไว้วางใจอิหร่านว่าจะเจรจาและปฏิบัติตามข้อตกลงได้ จึงควรกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง โดยมีเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เห็นด้วยกับแนวทางนี้
3. กลุ่มสนับสนุนการคงมาตรการกดดันในปัจจุบัน
Scott Bessent รัฐมนตรีคลัง และ Marco Rubio รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งต้องการให้เดินหน้าปิดล้อมทางทะเลและใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่อไป ขณะที่ John Ratcliffe ผู้อำนวยการ CIA มองว่าแนวทางนี้อาจทำให้อิหร่านยอมอ่อนข้อ หรือสร้างแรงกดดันจนเกิดความไม่มั่นคงและการลุกฮือภายในประเทศ
ทรัมป์ยังไม่รีบตัดสินใจว่าจะกลับมาโจมตีหรือไม่
ทรัมป์กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า เขาไม่มีความจำเป็นต้องรีบตัดสินใจว่าจะกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้งหรือไม่ โดยระบุว่าสหรัฐฯ ได้ทำลายความสามารถทางการเงินของอิหร่านไปแล้ว ขณะที่ประชาชนในประเทศกำลังเผชิญความเหนื่อยล้าจากสถานการณ์ดังกล่าว
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวว่า การพูดคุยกับอิหร่านกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี แม้ผู้นำอิหร่านจะแสดงความเร่งด่วนน้อยกว่าที่เขาคาดไว้ แต่ก็ต้องการบรรลุข้อตกลงมากกว่าที่เคยเป็นมา
อิหร่านเสนอเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 2 วัน หากสหรัฐฯ ยอมรับ 7 เงื่อนไข
ทางด้านอิหร่านระบุว่า พร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งภายใน 2 วัน หากการเจรจากับสหรัฐฯ มีความคืบหน้า และสามารถเดินหน้าเจรจาเพื่อยุติสงครามในวงกว้างได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 7 ข้อ ซึ่งรวมถึงการยกเลิกการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และการตกลงหยุดยิงที่ครอบคลุมถึงเลบานอน
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน เปิดเผยว่า โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้มอบอำนาจบางประการให้รัฐบาลดำเนินการเจรจา โดยยืนยันว่ากรุงเตหะรานต้องการหาทางยุติสงครามกับสหรัฐฯ ผ่านการเจรจา โดยไม่กลับไปสู่การสู้รบเต็มรูปแบบอีกครั้ง
สถานการณ์จึงยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทรัมป์ว่า จะเลือกเดินหน้าการเจรจา ใช้กำลังทางทหาร หรือคงมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจและการปิดล้อมทางทะเลต่อไป
ที่มา : Ibtimes








