แนวโน้มราคาทอง
Sideways
- ทองทรงตัวตามดอลลาร์ / บอนด์ยีลด์ ขณะ CME
คาดเฟดคงดอกเบี้ยแม้ CPI พุ่ง จับตาสถาน
การณ์ช่องแคบฮอร์มุซ หวั่นน้ำมันดิบพุ่ง
Gold spot
สูงสุด – 4,190 ดอลลาร์
ต่ำสุด – 4,159 ดอลลาร์
ราคาทองคำแท่ง
สูงสุด – 66,500 บาท
ต่ำสุด – 66,150 บาท
ภาพรวมความเคลื่อนไหวที่ผ่านมา
ราคาทองคำยังคงทรงตัวในกรอบแนวรับและแนวต้าน จากการที่ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ยังคงทรงตัวบริเวณ 101.0 จุด และ 5.00% ตามลำดับ ในขณะที่ FedWatch Tool ของ CME Group ยังคงคาดการณ์ถึง 85.1% ว่าเฟดอาจตรึงดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือน ต.ค. นี้ แม้ว่าเงินเฟ้อในเดือน ต.ค. จะขยายตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ยังคงต้องจับตาต่อไป หลังจากข้อมูลสถิติจากหน่วยงานความมั่นคงทางทะเลรายงานว่า เรือพาณิชย์ได้ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธ
โดรน และทุ่นระเบิดในและรอบช่องแคบฮอร์มุซไปแล้ว มากกว่า 20 ลำ ส่งผลให้จำนวนเรือบรรทุกสินค้าและน้ำมันที่กล้าแล่นผ่านช่องแคบหดตัวลงเหลือเพียงเฉลี่ย 7 ลำ/วัน ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เกิดสงคราม ส่งผลให้ปัจจัยดังกล่าวเป็นที่น่าจับตาว่า หากการจราจรในช่องแคบฮอร์มุซเกิดเป็นอัมพาตมากกว่าเดิมจากภาวะสงคราม และจะส่งผลให้น้ำมันดิบ เงินเฟ้อ รวมถึงดอกเบี้ยเฟด มีการคาดการณ์ปรับตัวขึ้นอีกหรือไม่
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม
คืนนี้ สหรัฐฯ ไม่มีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ
วิเคราะห์ราคาทอง
ราคาทองคำยังคง Sideways ในกรอบแคบ โดยแกว่งตัวอยู่ระหว่างแนวรับที่ 4,150 ดอลลาร์ และแนวต้านที่ 4,200 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม หากทองคำหลุดแนวรับถัดไปที่ 4130 ดอลลาร์ ทองคำเสี่ยงที่จะกลับตัวเป็นขาลงได้ในภายหลัง
ราคาทองตลาดโลก
แนวรับ 4,150 และ 4,130 ดอลลาร์
แนวต้าน 4,200 และ 4,220 ดอลลาร์
แนะนำใช้กลยุทธ์ทยอยซื้อสะสมหากราคาลงทดสอบแนวรับที่ 4,150 ดอลลาร์ และหากราคาหลุดแนวรับ 4,130 ดอลลาร์ลงไป แนะนำขายตัดขาดทุน โดยมีเป้าหมายทำกำไร บริเวณแนวต้านที่ 4,200 ดอลลาร์
ราคาทองคำแท่ง 96.5%
แนวรับ 65,750 และ 65,450 บาท
แนวต้าน 66,250 และ 66,450 บาท
แนะนำทยอยซื้อสะสมเมื่อราคาปรับตัวลงทดสอบแนวรับที่ 65,750 บาท และหากราคาหลุดแนวรับที่ 65,450 บาทลงไปแนะนำขายตัดขาดทุน โดยมีเป้าหมายทำกำไร บริเวณแนวต้านที่ 66,250 บาท











