แมรี เดลี ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาซานฟรานซิสโก ส่งสัญญาณเมื่อวันพุธ (14 ต.ค.) ว่า เฟดอาจจำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม เฟดยังสามารถชะลอการขึ้นดอกเบี้ยไว้ก่อนในการประชุมนโยบายการเงินครั้งถัดไป
เดลีกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า เฟดยังมีแนวโน้มต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แต่เนื่องจากยังมีข้อมูลเศรษฐกิจใหม่ไม่มากพอ เจ้าหน้าที่จึงสามารถรอดูสถานการณ์เพิ่มเติมก่อนตัดสินใจในการประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 27-28 ต.ค. นี้
ความเห็นของเดลีสอดคล้องกับแนวโน้มภายในเฟดที่สนับสนุนการใช้นโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้น โดยรายงานการประชุมเดือนก.ย. ระบุว่า เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่คาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ภายในสิ้นปีนี้
อย่างไรก็ตาม เฟดยังต้องพิจารณาความสมดุลระหว่างการควบคุมคาดการณ์เงินเฟ้อไม่ให้สูงขึ้นต่อเนื่อง กับความเสี่ยงที่การขึ้นดอกเบี้ยมากเกินไปอาจซ้ำเติมเศรษฐกิจในช่วงที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว
แรงกดดันต่อการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินเพิ่มขึ้น หลังข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนมากที่สุดในรอบ 5 เดือน โดยมีสาเหตุหลักจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น
ส่วนดัชนีเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.3% สะท้อนว่าแรงกดดันจากราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้นยังคงเกิดขึ้นในหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจ
ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน ออสแตน กูลส์บี ประธานเฟดสาขาชิคาโกให้สัมภาษณ์กับยาฮู ไฟแนนซ์ว่า ตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดเป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง พร้อมเตือนว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในวงกว้างยังคงเป็นความท้าทายสำหรับเฟด
กูลส์บียังเตือนถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมองว่าการลงทุนดังกล่าวอาจทำให้บางภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป
ท่าทีของเดลีสะท้อนว่า เฟดยังต้องตัดสินใจอย่างระมัดระวัง โดยต้องควบคุมเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกันก็ต้องระวังไม่ให้การขึ้นดอกเบี้ยซ้ำเติมเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงชะลอตัว
บรรดานักลงทุนจึงจับตาตัวเลขการจ้างงานและเงินเฟ้อที่จะประกาศในระยะต่อไปเพื่อประเมินว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนต.ค. แล้วค่อยพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมช่วงปลายปีหรือไม่
ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์
ภาพ : Reuters








