CNN รายงาน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อแนวคิดที่สหภาพยุโรป หรืออียู เสนอให้แคนาดาเป็น “สมาชิกสมทบ” รายแรกของกลุ่ม โดยระบุว่าสหรัฐฯ อาจเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงต่ออียู หากเห็นว่าข้อตกลงหรือความร่วมมือใหม่ระหว่างออตตาวากับบรัสเซลส์มีลักษณะเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐฯ
ทรัมป์กล่าวว่า หากความร่วมมือดังกล่าวตั้งอยู่บนเจตนาที่ดี ก็ไม่มีปัญหา แต่หากมีเจตนาที่ไม่ดี สหรัฐฯ อาจใช้มาตรการภาษีที่เข้มข้นต่อยุโรป คำเตือนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่แคนาดากำลังมีข้อพิพาททางการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศ และทำให้รัฐบาลแคนาดาพยายามลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ด้วยการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรอื่น
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ยังเคยเสนอให้แคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ แต่แนวคิดดังกล่าวถูกปฏิเสธอย่างชัดเจนจากนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ซึ่งหันไปผลักดันความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับอียูมากขึ้น
อียู-แคนาดาเร่งยกระดับความสัมพันธ์
อัวร์ซูลา ฟ็อน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ประกาศระหว่างการแถลงสถานการณ์สหภาพยุโรปที่เมืองสทราซบูร์กว่า อียูต้องการยกระดับความสัมพันธ์กับแคนาดาให้สูงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยมองว่าโลกที่มีความผันผวนมากขึ้นจำเป็นต้องสร้างแนวร่วมระหว่างประเทศที่มีค่านิยมร่วมกัน เพื่อเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและปกป้องระบอบประชาธิปไตย
คาร์นีย์ ซึ่งเข้าร่วมรับฟังคำแถลงดังกล่าว ระบุว่าแคนาดากำลังเดินหน้าสู่ “พันธมิตรที่มีลักษณะเฉพาะ” กับอียู แนวทางนี้ต่อยอดจากความสัมพันธ์ทางการค้าที่มีอยู่เดิม ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอียู-แคนาดา หรือ CETA ซึ่งมีผลใช้บังคับในหลายส่วนตั้งแต่ปี 2560 แม้ยังต้องรอการให้สัตยาบันจากประเทศสมาชิกอียูอีก 10 ประเทศ รวมถึงฝรั่งเศส อิตาลี และโปแลนด์
ข้อมูลคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า มูลค่าการค้าสินค้าและบริการระหว่างอียูกับแคนาดาอยู่ที่ 130,800 ล้านยูโร หรือราว 5,008 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 80 เมื่อเทียบกับช่วง 10 ปี โดยอียูส่งออกรถยนต์ เครื่องจักร และเวชภัณฑ์ไปแคนาดา ขณะที่แคนาดาส่งออกน้ำมันดิบ ปุ๋ย แร่ธาตุสำคัญ และโลหะพื้นฐานไปยุโรป
กระแสตอบรับจากแคนาดา
แม้คำว่า “สมาชิกสมทบ” จะถูกเสนอเป็นกรอบใหม่ของความสัมพันธ์ แต่สถานะดังกล่าวยังไม่มีอยู่ในโครงสร้างสมาชิกภาพของอียู และยังไม่มีรายละเอียดว่าจะมอบสิทธิหรือกำหนดพันธกรณีแบบใด นักวิเคราะห์ชี้ว่า แคนาดาไม่สามารถเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของอียูได้ เนื่องจากหลักเกณฑ์การสมัครระบุว่าประเทศผู้สมัครต้องตั้งอยู่ในยุโรป อีกทั้งการรับสมาชิกใหม่ต้องได้รับความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์จากสมาชิกทั้ง 27 ประเทศ
รายงานระบุว่า ประเด็นที่อียูและแคนาดาอาจหารือร่วมกัน ครอบคลุมการลดอุปสรรคทางการค้า การวางสายเคเบิลใต้น้ำข้ามมหาสมุทร การจัดเส้นทางท่อพลังงานเพื่อให้ยุโรปเข้าถึงก๊าซจากแคนาดา การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และเทคโนโลยี ตลอดจนความร่วมมือด้านการผลิตอัจฉริยะ กลาโหม ความมั่นคงไซเบอร์ พลังงาน แร่ธาตุสำคัญ และแบตเตอรี่
ผลสำรวจของ Abacus Data ในเดือน ก.ย. พบว่า ชาวแคนาดาราวร้อยละ 80 สนับสนุนให้ประเทศกระชับความร่วมมือกับอียูในด้านนโยบายต่างประเทศ กลาโหม และเศรษฐกิจ ขณะที่ร้อยละ 49 สนับสนุนการเข้าร่วมอียูเต็มรูปแบบ แต่ยังมีผู้ตั้งข้อกังวลว่าการเข้าใกล้อียูมากเกินไปอาจทำให้แคนาดาห่างเหินจากสหรัฐฯ และกระทบต่ออธิปไตยของประเทศ
อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าหายุโรปยังมีเสียงคัดค้านในแคนาดา โดยปิแอร์ ปัวลิเยฟร์ ผู้นำพรรคอนุรักษนิยมฝ่ายค้าน วิจารณ์ความพยายามกระชับความสัมพันธ์กับ EU และยืนยันว่าแคนาดาจะไม่เป็นทั้งรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ หรือรัฐที่ 28 ของ EU
ที่มา : Thai PBS








