ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ (14 ก.ย.) หลังจากซาอุดีอาระเบียสั่งปิดท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ซึ่งเป็นท่อส่งสายสำคัญ หลังถูกโจมตีด้วยโดรน
ราคาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] พุ่งขึ้น 2.8% แตะระดับ 102.87 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ [BRENT.X] พุ่งขึ้น 3.1% แตะระดับ 107.87 ดอลลาร์/บาร์เรล
ซาอุดีอาระเบียสั่งปิดท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ซึ่งเป็นเส้นทางเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากถูกโจมตีด้วยโดรนที่ยิงมาจากอิรักเมื่อวันพฤหัสบดี (10 ก.ย.) ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับท่อส่งน้ำมันแห่งนี้ โดยกระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบียระบุว่า การปิดท่อส่งน้ำมันเป็นมาตรการป้องกัน พร้อมระบุว่าโดรนมีต้นทางจากอิรัก ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของกองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลซาอุดีอาระเบียไม่ได้เปิดเผยขนาดของความเสียหาย หรือระยะเวลาที่ท่อส่งน้ำมันจะปิดทำการ
ด้านรัฐบาลอิรักได้สั่งปลดผู้บัญชาการทหารที่รับผิดชอบปฏิบัติการในจังหวัดเมย์ซาน และเปิดปฏิบัติการเพื่อติดตามผู้ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตี
ทั้งนี้ ท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ซึ่งมีความยาว 1,200 กิโลเมตรและมีความสามารถในการขนส่งน้ำมันในปริมาณ 7 ล้านบาร์เรลต่อวันนั้น ช่วยให้ซาอุดีอาระเบียสามารถขนส่งน้ำมันดิบโดยไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาปัญหาอุปทานน้ำมันขาดแคลนอย่างหนักที่เกิดจากสงครามอิหร่าน โดยท่อส่งน้ำมันแห่งนี้ทอดยาวจากฝั่งตะวันออกไปยังฝั่งตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย เชื่อมต่อแหล่งผลิตน้ำมันใกล้กับอ่าวเปอร์เซียไปยังท่าเรือส่งออกบนฝั่งทะเลแดง
ข้อมูลจากบริษัทติดตามการเดินเรือและนักวิเคราะห์ระบุว่า ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ลำเลียงน้ำมันประมาณ 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 4-5% ของอุปทานน้ำมันทั่วโลก
รายงานระบุว่า การประชุมทางการทูตรอบพิเศษระหว่างอิหร่านและกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเดิมมีกำหนดจัดขึ้นในวันนี้ที่ประเทศโอมาน ได้ถูกเลื่อนออกไปอย่างกะทันหันหลังเกิดเหตุโจมตีท่อส่งน้ำมันดังกล่าว
ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์








