จาก K-shaped สู่ C และ E นักเศรษฐศาสตร์-ซีอีโอสหรัฐถกทิศทางเศรษฐกิจ หลังชนชั้นกลางเริ่มฟื้น แต่ค่าครองชีพสูงและหนี้บัตรเครดิตยังสะท้อนความเหลื่อมล้ำ
สำนักข่าว CNBC รายงานว่า นักเศรษฐศาสตร์ ผู้บริหารบริษัท และนักการเมืองสหรัฐ กำลังถกเถียงกันว่าเศรษฐกิจอเมริกันในปัจจุบันควรถูกอธิบายด้วยตัวอักษรใด ระหว่าง K, C หรือ E หลังจากแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจแบบ K-shaped ซึ่งถูกใช้มาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การฟื้นตัวจากโควิด-19 เริ่มถูกตั้งคำถามว่าอาจไม่สามารถสะท้อนสถานการณ์ของผู้บริโภคในวันนี้ได้ทั้งหมด
ตลอดช่วงหลังการระบาด นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มองเศรษฐกิจสหรัฐในลักษณะ K-shaped economy หรือเศรษฐกิจที่คนแต่ละกลุ่มฟื้นตัวและเติบโตไปคนละทิศทาง เปรียบเสมือนแขนสองด้านของตัวอักษร K โดยครัวเรือนรายได้สูงยังมีฐานะทางการเงินและกำลังซื้อแข็งแกร่ง ขณะที่ผู้มีรายได้น้อยต้องเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและข้อจำกัดทางการเงินมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เริ่มเกิดการถกเถียงว่า K-shaped economy อาจกำลังสิ้นสุดลง และเศรษฐกิจอาจกำลังเปลี่ยนไปสู่รูปแบบ C-shaped หรือแม้แต่ E-shaped economy
Joel Mokyr นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจเจ้าของรางวัลโนเบลจาก Northwestern University เรียกการถกเถียงดังกล่าวว่าเป็นเสมือน alphabet soup หรือการนำตัวอักษรหลายตัวมาใช้อธิบายเศรษฐกิจ
การพยายามนิยามเศรษฐกิจด้วยตัวอักษรไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของคำศัพท์ เพราะความแตกต่างระหว่างผู้บริโภครายได้สูงและรายได้ต่ำกลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับทั้งนักการเมือง ผู้กำหนดนโยบายการเงิน และผู้บริหารบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค
ในอดีต การใช้ตัวอักษรอธิบายภาวะเศรษฐกิจ เช่น V-shaped, L-shaped และ W-shaped มักเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจถดถอยหรือช่วงฟื้นตัวหลังวิกฤต แต่ Don Rissmiller หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Baird Strategas ระบุว่า เป็นเรื่องค่อนข้างผิดปกติที่คำอธิบายลักษณะนี้ยังคงได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปหลายปีหลังภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งอาจสะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่ง
จาก K สู่ C ชนชั้นกลางและรายได้น้อยกำลังกลับมาหรือไม่?
Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐ จุดกระแสถกเถียงเมื่อต้นเดือนสิงหาคม หลังประกาศว่าเศรษฐกิจแบบ K-shaped ได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว และกำลังถูกแทนที่ด้วย C-shaped economy ซึ่งสะท้อนว่าผู้บริโภคที่อยู่ในระดับล่างของโครงสร้างรายได้กำลังมีสถานะดีขึ้น
Bessent อ้างถึงการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย รวมถึงมาตรการลดภาษีในปีนี้ โดยเฉพาะนโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างการไม่เก็บภาษีจากรายได้ทิป และการลดหย่อนภาษีสำหรับรายได้จากการทำงานล่วงเวลา ซึ่งเขามองว่าช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่กลุ่มที่มีฐานะทางเศรษฐกิจเปราะบางที่สุด
Bessent ระบุอย่างชัดเจนว่า เขาเบื่อที่จะได้ยินคำว่า K-shaped economy และเชื่อว่าสามารถกล่าวได้อย่างเด็ดขาดว่าเศรษฐกิจรูปตัว K ได้สิ้นสุดลงแล้ว
มุมมองดังกล่าวไม่ได้มาจากรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว โดย Christopher Nassetta ซีอีโอของ Hilton Worldwide เปิดเผยกับนักวิเคราะห์ว่า บริษัทกำลังเห็นสัญญาณของเศรษฐกิจแบบ C-shaped อย่างชัดเจน
Nassetta ระบุว่า การที่ช่องว่างระหว่างผู้บริโภคแต่ละกลุ่มเริ่มแคบลงไม่ได้เกิดจากกลุ่มรายได้สูงอ่อนแอลง แต่เป็นเพราะกลุ่มชนชั้นกลางและชนชั้นกลางระดับบนเริ่มฟื้นตัว จากเดิมที่มีตัวเลขติดลบ กลับมาเติบโตได้สูงถึง 6% โดยเขามองว่าชนชั้นกลางกำลังกลับเข้าสู่เกมอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ยังมีนักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่เห็นด้วยว่าเศรษฐกิจ K-shaped สิ้นสุดลงแล้ว โดย Anthony Chan อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ JPMorgan มองว่า สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านกำลังสร้างความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มดังกล่าว
เหตุผลสำคัญคือครัวเรือนรายได้น้อยต้องใช้สัดส่วนรายได้ไปกับพลังงานมากกว่าครัวเรือนรายได้สูง ทำให้ได้รับผลกระทบหนักกว่าจากราคาน้ำมันเบนซินที่พุ่งขึ้น ขณะที่ความขัดแย้งอาจทำให้เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง
แรงกดดันจากราคาพลังงานจึงอาจหักล้างประโยชน์ที่ครัวเรือนรายได้น้อยได้รับจากมาตรการของรัฐบาล เช่น การเพิ่มเงินคืนภาษี หรือความพยายามทำให้ที่อยู่อาศัยมีราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น
Chan ยอมรับว่าสถานการณ์ของครัวเรือนรายได้น้อยอาจดีขึ้นได้บ้าง แต่ยังไม่มากพอที่จะประกาศว่าเศรษฐกิจแบบ K-shaped ได้หายไปแล้ว
หลายบริษัทชี้ K-shaped ยังมีชีวิตอยู่
ข้อมูลความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังสนับสนุนข้อโต้แย้งดังกล่าว โดย ผลสำรวจของ University of Michigan ระบุว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนสิงหาคมลดลง 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน และยังอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ในปีนี้ โดยความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษ
ผู้บริหารบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคหลายแห่งยังมองเห็นพฤติกรรมของผู้บริโภคแบบ K-shaped เช่นกัน
Shane Grant ผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการในภูมิภาคอเมริกาของ Colgate-Palmolive ระบุว่า พลวัตของเศรษฐกิจแบบ K-shaped ในสหรัฐยังคงปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ขณะที่ Bill Boltz ผู้บริหารของ Lowe’s ระบุว่า K-shaped economy ยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กำหนดแนวโน้มการใช้จ่ายของผู้บริโภค
ด้าน Nicholas Fink ซีอีโอของ Constellation Brands ผู้ผลิตเบียร์ Modelo และไวน์ Robert Mondavi มองว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ กลับมีลักษณะเป็น K-shaped มากขึ้นด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตามเริ่มมีข้อมูลบางส่วนบ่งชี้ว่าช่องว่างระหว่างผู้บริโภคแต่ละกลุ่มอาจกำลังแคบลง
รายงานของทีมนักวิจัยจาก Federal Reserve Bank of Richmond พบว่า แม้การเติบโตของรายได้ระหว่างปี 2564-2566 ไม่ได้แสดงความแตกต่างแบบ K-shaped อย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มรายได้ แต่ในด้านการบริโภคกลับพบการแบ่งแยกอย่างเห็นได้ชัด
Bank of America Institute ระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวอาจกำลังเปลี่ยนไป หลังจากก่อนหน้านี้กลุ่มผู้มีรายได้สูงใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากกว่า แต่ช่องว่างด้านการใช้จ่ายระหว่างกลุ่มรายได้เริ่มแคบลงตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีนี้ โดย David Michael Tinsley นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของสถาบัน ระบุว่า ผู้บริโภคที่เคยมีลักษณะเป็น K-shaped กำลังเข้าสู่ภาวะที่พฤติกรรมของแต่ละกลุ่มบรรจบกันมากขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับหนี้บัตรเครดิตของ New York Fed ยังสะท้อนว่า K-shaped economy ยังคงเป็นประเด็นสำคัญ โดยยอดคงค้างบัตรเครดิตรวมในไตรมาส 2 อยู่ที่เกือบ 1.26 ล้านล้านดอลลาร์ ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนว่ายังมีครัวเรือนจำนวนมากที่ต้องใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน
หรือเศรษฐกิจสหรัฐกำลังกลายเป็น E-shaped?
นอกเหนือจาก K และ C นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนเริ่มเสนอว่า หลังจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ อยู่ในภาวะ K-shaped มานานกว่าครึ่งทศวรรษ ปัจจุบันอาจวิวัฒนาการไปเป็น E-shaped economyง
แนวคิดนี้มองว่าผู้บริโภคอเมริกันไม่ได้แบ่งเป็นเพียงสองกลุ่มที่กำลังเคลื่อนห่างออกจากกันหรือกลับเข้าหากัน แต่แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มรายได้ที่ดำเนินไปในเส้นทางคู่ขนานกัน แต่ยังอยู่ในระดับที่ไม่เท่าเทียมกัน
Rissmiller อธิบายว่า แต่ละกลุ่มดูเหมือนจะหาวิธีใช้ชีวิตของตัวเองได้แล้ว แม้อาจไม่ใช่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่ดีที่สุด แต่เป็นโครงสร้างที่มีเสถียรภาพมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา
Michael Eisenband ประธานฝ่าย Corporate Finance ระดับโลกของ FTI Consulting ระบุว่า การมองเศรษฐกิจเป็นรูปตัว E สามารถสะท้อนรูปแบบการใช้จ่ายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มรายได้ได้ดีกว่า และอาจเป็นภาพที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันมากกว่า
ด้าน Heather Long หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Navy Federal Credit Union มองว่า E-shaped economy อาจอธิบายเศรษฐกิจได้แม่นยำกว่า K-shaped เพราะสามารถสะท้อนสถานการณ์ของชนชั้นกลางที่ยังคงประคองตัวอยู่ได้ ขณะที่การบอกว่าผู้มีรายได้ต่ำและรายได้สูงกำลังกลับมาบรรจบกันนั้น ยังต้องอาศัยสมมติฐานค่อนข้างมาก
Geoff Ballotti ซีอีโอของ Wyndham Hotels & Resorts ให้ภาพคล้ายกัน โดยระบุว่า ผู้บริโภคระดับกลางของบริษัทเริ่มรู้สึกดีขึ้น และกลับมามีความเชื่อมั่นในกำลังซื้อ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของเศรษฐกิจรูปตัว C หรือ E ก็ได้
อย่างไรก็ตามแนวคิด E-shaped ยังถือว่าใหม่แม้กระทั่งในหมู่ผู้บริหารบริษัท โดย Scott Thompson ซีอีโอของ Somnigroup International ยอมรับว่า ไม่เคยคิดถึงการวิเคราะห์เศรษฐกิจในรูปแบบดังกล่าวมาก่อน โดยระบุว่า เขาเตรียมตัวมาสำหรับคำถามเรื่อง K-shaped economy แต่ยังไม่เคยนึกถึงตัว E
ท้ายที่สุด การถกเถียงว่าเศรษฐกิจสหรัฐ ในเวลานี้เป็น K, C หรือ E จึงไม่ได้เป็นเพียงการเลือกตัวอักษรมาอธิบายภาวะเศรษฐกิจ แต่สะท้อนคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่าช่องว่างระหว่างครัวเรือนรายได้สูง กลุ่มชนชั้นกลาง และผู้มีรายได้น้อยกำลังแคบลงจริง หรือเพียงเปลี่ยนรูปแบบไปสู่ความเหลื่อมล้ำที่มีโครงสร้างซับซ้อนกว่าเดิม ท่ามกลางแรงกดดันจากค่าครองชีพ ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และภาระหนี้ที่ยังคงแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละกลุ่ม
อ้างอิง : www.cnbc.com
ที่มา : การเงินธนาคาร








