เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ถูกเปิดเผยว่าอาจสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน หากข้อมูลเงินเฟ้อที่กำลังจะประกาศออกมาสะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้นักลงทุนต้องกลับมาประเมินทิศทางนโยบายการเงินใหม่ จากเดิมที่คาดหวังการปรับลดดอกเบี้ยตามแรงกดดันทางการเมือง
รายงานจาก Financial Times อ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดระบุว่า วอร์ชพร้อมสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) หากเงินเฟ้อยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย โดยก่อนหน้านี้เฟดได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50%–3.75% ในเดือนกรกฎาคม แม้จะมีกรรมการ 3 รายลงมติไม่เห็นด้วยและสนับสนุนให้ขึ้นดอกเบี้ยทันที
ความเป็นไปได้ดังกล่าวส่งผลให้ตลาดการเงินตอบสนองอย่างรวดเร็ว โดยเครื่องมือ CME FedWatch Tool ชี้ว่าความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 15–16 กันยายน เพิ่มขึ้นเป็น 56.7% จาก 54.4% ในวันก่อนหน้า ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ปรับเพิ่มขึ้น 4 จุดพื้นฐานสู่ระดับ 4.22% และพันธบัตรอายุ 10 ปี ปรับขึ้น 2 จุดพื้นฐานแตะ 4.64%
แรงกดดันจากฝั่งเงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ โดยดัชนีเงินเฟ้อ PCE Price Index อยู่ที่ 3.7% ในเดือนมิถุนายน ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) อยู่ที่ 3.3% ซึ่งยังสูงกว่ากรอบเป้าหมาย 2% ของเฟดอย่างมีนัยสำคัญ โดยรายงาน PCE รอบถัดไปมีกำหนดเผยแพร่ในวันที่ 26 สิงหาคม
นอกจากวอร์ชแล้ว ผู้กำหนดนโยบายรายอื่น เช่น ลิซ่า คุก ก็แสดงท่าทีพร้อมสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อไม่ชะลอลงตามคาด สะท้อนมุมมองที่เริ่มโน้มเอียงไปในเชิงเข้มงวดมากขึ้นในหมู่กรรมการเฟดบางส่วน
ในระยะสั้น ตลาดจะจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกรกฎาคมในวันที่ 12 สิงหาคม ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) วันที่ 13 สิงหาคม และรายงานการจ้างงานก่อนการประชุมเดือนกันยายน ซึ่งจะเป็นตัวชี้ชะตาทิศทางนโยบายดอกเบี้ย
หากเงินเฟ้อยังร้อนแรงและตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยจะยิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกดดันสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย เช่น หุ้นเทคโนโลยี อสังหาริมทรัพย์ และหุ้นที่มีมูลค่าสูง ขณะเดียวกันจะหนุนค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนระยะสั้น ในทางกลับกัน หากเงินเฟ้อชะลอลง ก็อาจช่วยลดแรงกดดันและทำให้ตลาดกลับมาให้น้ำหนักต่อสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง
ทั้งนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามว่าประธานเฟดจะให้ความชัดเจนต่อกรอบการดำเนินนโยบายมากขึ้นหรือไม่ ก่อนการประชุมเดือนกันยายน เนื่องจากการลดการส่งสัญญาณล่วงหน้า (forward guidance) อาจทำให้ตลาดการเงินยังคงมีความผันผวนสูง แม้ท้ายที่สุดเฟดอาจเลือกคงอัตราดอกเบี้ยก็ตาม
ที่มา : Yahoo Finance








