Desktop 1550x550 13

แนวโน้มตลาดและการลงทุน

สงคราม AI จีน-สหรัฐฯ ปะทะ วิกฤตอิหร่าน & ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทองจะอยู่หรือไป

03 สิงหาคม 2569|10:00 น.

Gold Bullish

  • จีนพร้อมตอบโต้สหรัฐฯ ประเด็น AI
  • ปธน.ทรัมป์ ชะลอโจมตีอิหร่าน

Gold Bearish

  • สงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน เสี่ยงลุกลามถึงช่องแคบบับเอลมันเดบ
  • ติดตามตัวเลขการจ้างงานภาครัฐ – เอกชน ของสหรัฐฯ

สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลง จากการที่ปธน.ทรัมป์ ได้ขู่ขยายการโจมตีอิหร่านอย่างหนัก เพื่อตอบโต้กรณีที่อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธใส่กองกำลังสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ในขณะที่กองกำลังสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียจะเปิดปฏิบัติการตอบโต้กลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในอิรัก นอกจากนี้ การประชุม FOMC ที่ผ่านมา นายเควิน วอร์ช ยังคงเน้นย้ำการควบคุมเงินเฟ้อให้กลับสู่เป้าหมายระยะยาวที่ระดับ 2% อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้

จีนพร้อมตอบโต้สหรัฐฯ ประเด็น AI

เมื่อสัปดาห์ก่อน กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศคัดค้านมาตรการล่าสุดของสหรัฐฯ ที่จำกัดการนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และอุปกรณ์หุ่นยนต์ขั้นสูงจากต่างประเทศ โดยระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อเสถียรภาพของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศ พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการดังกล่าว และมีการเตือนว่าจะดำเนินมาตรการตอบโต้หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยนายมาร์ก ไอน์สไตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Counterpoint Research มองว่า จีนอาจตอบโต้ด้วยการจำกัดการส่งออกแร่หายาก (Rare Earth) ไปยังบริษัทสหรัฐเพิ่มเติม หรือเข้มงวดการเข้าถึงตลาดจีนของบริษัทอเมริกัน เช่น Tesla และ NVIDIA ทั้งนี้ ก่อนที่จีนจะมีการประกาศคัดค้านเรื่องประเด็นหุ่นยนต์ AI ทางฝั่งปธน.ทรัมป์ ได้มีการประกาศใช้ภาษีใหม่ภายใต้มาตรา 301 (Section 301) โดยอ้างเหตุผลเรื่องมาตรการการควบคุมและปราบปรามการใช้แรงงานบังคับของประเทศคู่ค้า โดยคิดอัตราภาษีใหม่ที่ 10-12% ครอบคลุม 60 ประเทศทั่วโลก

จากปัจจัยข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า สงครามการค้าระหว่างจีน – สหรัฐฯ ยังคงเป็นคลื่นใต้น้ำที่ยังมีความเสี่ยงที่จะปะทุได้ทุกเมื่อ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลให้ราคาทองมีการปรับตัวขึ้น จากความขัดแย้งทางการค้ากลับมาปะทุอีกครั้งในระลอกใหม่

สงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน เสี่ยงลุกลามถึงช่องแคบบับเอลมันเดบ

เมื่อสัปดาห์ก่อน กองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) เปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐได้ปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ต่อเป้าหมายหลายสิบแห่งของ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ทั่วอิหร่าน เพื่อลดขีดความสามารถในการคุกคามผลประโยชน์ของสหรัฐและพันธมิตรในภูมิภาค ส่งผลให้หลังจากนั้น กองทัพอิหร่านเปิดเผยว่าได้เปิดปฏิบัติการโจมตีทรัพย์สินทางยุทธศาสตร์และฐานทัพของสหรัฐในคูเวตและบาห์เรน เพื่อตอบโต้การโจมตีระลอกล่าสุดของกองทัพสหรัฐที่มุ่งเป้าหมายทางทหารของอิหร่าน อีกทั้งกลุ่มฮูตีซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านยังคงมีความเสี่ยงที่อาจมีการโจมตีเรือพาณิชย์และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เชื่อมโยงกับซาอุดีอาระเบียเพิ่มเติมในบริเวณทะเลแดงและช่องแคบบับเอลมันเดบ ทั้งนี้ ช่องแคบบับเอลมันเดบมีสินค้าประมาณ 12% ของการค้าโลก หรือราว 1 ใน 4 ของการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทั่วโลกที่ต้องอาศัยเส้นทางนี้ อีกทั้งยังมีน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากตะวันออกกลางจำนวนมากก็ใช้เส้นทางเดียวกันในการส่งออกไปยังยุโรปและบางส่วนของเอเชีย

อย่างไรก็ตาม ปธน.ทรัมป์ เปิดเผยผ่านทางทรูธโซเชียล (Truth Social) เมื่อวันอาทิตย์ตามเวลาไทยว่า กลุ่มประเทศในแถบตะวันออกกลาง ให้ชะลอการโจมตีออกไปก่อน เนื่องจากสามารถบรรลุกรอบข้อตกลงร่วมกันได้แล้ว ซึ่งข้อตกลงนี้จะรวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซในทันทีอย่างสมบูรณ์และเด็ดขาด พร้อมทั้งยุติภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ของอิหร่านลงอย่างสิ้นเชิง

จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ในสัปดาห์นี้ ตลาดยังคงต้องติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดว่า สหรัฐฯ -อิหร่าน จะมีการขยายวงกว้างของสงครามเพิ่มเติมอีกหรือไม่ เนื่องจากทางฝั่งซาอุดีอาระเบียเริ่มเข้ามามีส่วนเกี่ยวพันในสงครามครั้งนี้ ในขณะที่สงครามได้ขยายวงกว้างจากช่องแคบฮอร์มุซ สู่ช่องแคบบับเอลมันเดบ ซึ่งจะยิ่งกดดันให้ราคาสินค้าและพลังงานปรับตัวสูงขึ้นไปอีก ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) และบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น เป็นปัจจัยลบต่อทองคำ แต่หากสหรัฐฯ – อิหร่าน สามารถกลับเข้าสู่โต๊ะการเจรจาแต่โดยดี ก็อาจหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้เช่นกัน

ติดตามตัวเลขการจ้างงานภาครัฐ – เอกชน ของสหรัฐฯ

ในวันที่ 5 และ 7 ส.ค.นี้ สหรัฐฯ จะมีการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของ ADP ซึ่งจัดทำโดยบริษัทเอกชนและ BLS จากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ตามลำดับ โดยหากอ้างอิงจากข้อมูลการประชุม FOMC วันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ได้กล่าวว่า ตลาดแรงงานในปัจจุบันยังคงเป็นไปในทิศทางที่ดี มีความแข็งแกร่งและสม่ำเสมอ (Solid and steady) โดยอัตราการเพิ่มขึ้นของตำแหน่งงาน (Job gains) ดำเนินไปในจังหวะที่สอดคล้องกันกับการขยายตัวของกำลังแรงงาน (Workforce) ส่งผลให้อัตราการว่างงานเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ซึ่งเป็นอีก 1 ปัจจัยที่ทำให้เฟดไม่ต้องรีบลดดอกเบี้ย เพราะตลาดแรงงานไม่ได้อยู่ในภาวะเปราะบางจนเสี่ยงจะพังทลาย และก็ไม่ได้ตึงตัวเหมือนช่วง Covid-19 ทั้งนี้ หากพิจารณาจากตัวเลข Total Nonfarm พบว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2026 ตัวเลขการจ้างงานรวมของสหรัฐฯ อยู่ที่ 158.59 ล้านคน ยังคงมีการทยอยปรับตัวขึ้น จนกระทั่งเดือน มิ.ย. อยู่ที่ระดับ 158.98 ล้านคน (+0.24%) ขณะเดียวกัน ตัวเลขชี้วัดภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือ Sahm Rule Recession ในเดือน ม.ค. อยู่ที่ 0.30 หน่วย มีการปรับตัวลงต่อเนื่องสู่ระดับ 0.07 หน่วย (หากตัวเลข Sahm Rule สูงกว่า 0.50 มีความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย ถ้าต่ำกว่าแปลว่าปกติ)

จากปัจจัยที่ได้กล่าวไปในข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในสภาวะที่แข็งแกร่งและยังไม่มีท่าทีว่าจะอ่อนแอ ซึ่งปัจจัยนี้อาจส่งผลให้ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของทั้งภาครัฐ – เอกชน อาจมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นเทียบเท่ากับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ หรืออาจดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เล็กน้อย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง อาจเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ เนื่องจากเฟดอาจไม่จำเป็นต้องรีบลดดอกเบี้ย แต่หากเป็นไปในทางตรงกันข้าม อาจหนุนให้ทองขึ้นได้เช่นกัน

ประเด็นที่สำคัญในสัปดาห์นี้

  • ดัชนี PMI ภาคการผลิต / บริการจาก ISM เดือน ก.ค.
  • จำนวนตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครใหม่จาก JOLTS เดือน (ล้านตำแหน่ง) เดือน มิ.ย.
  • ดุลการค้าสหรัฐฯ เดือน มิ.ย. และดุลการค้าจีน เดือน ก.ค.
  • การจ้างงานนอกภาคเกษตรจาก ADP เดือน ก.ค.
  • จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
  • ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมง เทียบรายเดือน / รายปี เดือน ก.ค.
  • การจ้างงานนอกภาคเกษตร เดือน ก.ค.
  • อัตราการว่างงาน เดือน ก.ค.

แนวโน้มราคาทอง

เมื่อสัปดาห์ก่อน ราคาทองคำเริ่มสามารถยืนเหนือแนวรับทางจิตวิทยาที่ 4,000 ดอลลาร์ และมีแนวโน้ม Break Out ทะลุกรอบ Falling Wedge Pattern ขึ้นไปได้ อย่างไรก็ตาม แรงซื้อที่ยังอ่อนแรงนี้ได้ทำให้ทองคำเริ่มมีแนวโน้ม Sideways ยืนออกข้าง ในขณะที่ในสัปดาห์นี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามมีทั้งมุมมองเชิงบวกและลบ ดังนี้

มุมมองเชิงบวก (Upside Scenario): หากการเปิดโอกาสในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน สามารถทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายเข้าสู่โต๊ะเจรจาได้อีกครั้ง ในขณะที่สงครามการค้าระหว่างจีน – สหรัฐฯ เกิดปะทุรอบใหม่ อาจหนุนให้ตลาดเริ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบ / เงินเฟ้อ อาจปรับตัวลงในอนาคต รวมถึงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น มีโอกาสที่ทองคำอาจปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านเดิมที่ 4,200 และ 4,295 ดอลลาร์

มุมมองเชิงลบ (Downside Scenario): ในทางกลับกัน หากสหรัฐฯ – อิหร่าน ไม่สามารถเจรจากันได้อย่างลงตัวในภายหลัง จากภาวะสงครามยังคงยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างไปจนถึงช่องแคบบับ เอล-มันเดบ รวมถึงตัวเลขการจ้างงานภาคการเกษตรทั้งภาครัฐ / เอกชน ออกมาแข็งแกร่ง ปัจจัยเหล่านี้อาจกดดันให้ราคาทองคำถูกแรงเทขายกลับลงมาอีกครั้ง โดยมีแนวรับเดิมบริเวณ 4,000 และ 3,940 ดอลลาร์

สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 63,800 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 63,100 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 65,450 บาท และ 66,150 บาท

image

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

 
Cover 1000x670 09

Daily Recap Gold Spot 03-08-2569

08:49 น.

 
Cover 1000x670 01

Daily Recap Gold Futures 03-08-2569

08:33 น.

 
New SET SSF Cover 1000x670 06

Derivatives Recap 03-08-2569

08:30 น.

 
Cover 1000x670 10

Night Recap Gold Spot 31-07-2569

15:50 น.

คำถามที่พบบ่อย

เกี่ยวกับเรา

พูดคุยกับเรา

พบเจอปัญหา หรือมีข้อสงสัย
ทักหาเราได้เลยที่นี่

เวลาทำการลูกค้าสัมพันธ์
จันทร์ - ศุกร์ 08.30 น. - 24.00 น.
เสาร์ - อาทิตย์ 08.30 น. - 17.30 น.

For the best experience, we recommend viewing the site in portrait orientation on mobile devices.

ไอคอน PDPA

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน กรุณาดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

You can choose your cookie settings by enabling/disabling cookies for each category as needed, except for necessary cookies.

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้เหล่านี้จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์ เช่น การรักษาการล็อกอินของผู้ใช้ การบันทึกสินค้าที่เพิ่มลงในรถเข็น และการบันทึกการตั้งค่าภาษา
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ เช่น จำนวนผู้เข้าชม, หน้าเว็บที่ได้รับความนิยม และพฤติกรรมการท่องเว็บ ซึ่งช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้การทำงานเพื่อจดจำการตั้งค่าผู้ใช้

    คุกกี้เหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ โดยจดจำการตั้งค่าที่ผู้ใช้เคยกำหนดไว้ เช่น ชื่อผู้ใช้, ภาษา, ภูมิภาค หรือการปรับแต่งเว็บไซต์ตามความต้องการ
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ของบุคคลที่สามเพื่อการวิเคราะห์และการตลาด

    คุกกี้เหล่านี้ถูกตั้งค่าโดยบุคคลที่สาม เช่น ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลหรือผู้ให้บริการโฆษณา และใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น การวิเคราะห์เว็บไซต์และการทำการตลาด
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้โฆษณาเพื่อแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจ

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อติดตามการใช้งานของผู้ใช้บนเว็บไซต์ต่าง ๆ และแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจของผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งมักจะใช้โดยเครือข่ายโฆษณาภายนอก
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึกการตั้งค่า