Gold Bullish
- จีนพร้อมตอบโต้สหรัฐฯ ประเด็น AI
- ปธน.ทรัมป์ ชะลอโจมตีอิหร่าน
Gold Bearish
- สงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน เสี่ยงลุกลามถึงช่องแคบบับเอลมันเดบ
- ติดตามตัวเลขการจ้างงานภาครัฐ – เอกชน ของสหรัฐฯ
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลง จากการที่ปธน.ทรัมป์ ได้ขู่ขยายการโจมตีอิหร่านอย่างหนัก เพื่อตอบโต้กรณีที่อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธใส่กองกำลังสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ในขณะที่กองกำลังสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียจะเปิดปฏิบัติการตอบโต้กลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในอิรัก นอกจากนี้ การประชุม FOMC ที่ผ่านมา นายเควิน วอร์ช ยังคงเน้นย้ำการควบคุมเงินเฟ้อให้กลับสู่เป้าหมายระยะยาวที่ระดับ 2% อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
จีนพร้อมตอบโต้สหรัฐฯ ประเด็น AI
เมื่อสัปดาห์ก่อน กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศคัดค้านมาตรการล่าสุดของสหรัฐฯ ที่จำกัดการนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และอุปกรณ์หุ่นยนต์ขั้นสูงจากต่างประเทศ โดยระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อเสถียรภาพของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศ พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการดังกล่าว และมีการเตือนว่าจะดำเนินมาตรการตอบโต้หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยนายมาร์ก ไอน์สไตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Counterpoint Research มองว่า จีนอาจตอบโต้ด้วยการจำกัดการส่งออกแร่หายาก (Rare Earth) ไปยังบริษัทสหรัฐเพิ่มเติม หรือเข้มงวดการเข้าถึงตลาดจีนของบริษัทอเมริกัน เช่น Tesla และ NVIDIA ทั้งนี้ ก่อนที่จีนจะมีการประกาศคัดค้านเรื่องประเด็นหุ่นยนต์ AI ทางฝั่งปธน.ทรัมป์ ได้มีการประกาศใช้ภาษีใหม่ภายใต้มาตรา 301 (Section 301) โดยอ้างเหตุผลเรื่องมาตรการการควบคุมและปราบปรามการใช้แรงงานบังคับของประเทศคู่ค้า โดยคิดอัตราภาษีใหม่ที่ 10-12% ครอบคลุม 60 ประเทศทั่วโลก
จากปัจจัยข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า สงครามการค้าระหว่างจีน – สหรัฐฯ ยังคงเป็นคลื่นใต้น้ำที่ยังมีความเสี่ยงที่จะปะทุได้ทุกเมื่อ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลให้ราคาทองมีการปรับตัวขึ้น จากความขัดแย้งทางการค้ากลับมาปะทุอีกครั้งในระลอกใหม่
สงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน เสี่ยงลุกลามถึงช่องแคบบับเอลมันเดบ
เมื่อสัปดาห์ก่อน กองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) เปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐได้ปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ต่อเป้าหมายหลายสิบแห่งของ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ทั่วอิหร่าน เพื่อลดขีดความสามารถในการคุกคามผลประโยชน์ของสหรัฐและพันธมิตรในภูมิภาค ส่งผลให้หลังจากนั้น กองทัพอิหร่านเปิดเผยว่าได้เปิดปฏิบัติการโจมตีทรัพย์สินทางยุทธศาสตร์และฐานทัพของสหรัฐในคูเวตและบาห์เรน เพื่อตอบโต้การโจมตีระลอกล่าสุดของกองทัพสหรัฐที่มุ่งเป้าหมายทางทหารของอิหร่าน อีกทั้งกลุ่มฮูตีซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านยังคงมีความเสี่ยงที่อาจมีการโจมตีเรือพาณิชย์และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เชื่อมโยงกับซาอุดีอาระเบียเพิ่มเติมในบริเวณทะเลแดงและช่องแคบบับเอลมันเดบ ทั้งนี้ ช่องแคบบับเอลมันเดบมีสินค้าประมาณ 12% ของการค้าโลก หรือราว 1 ใน 4 ของการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทั่วโลกที่ต้องอาศัยเส้นทางนี้ อีกทั้งยังมีน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากตะวันออกกลางจำนวนมากก็ใช้เส้นทางเดียวกันในการส่งออกไปยังยุโรปและบางส่วนของเอเชีย
อย่างไรก็ตาม ปธน.ทรัมป์ เปิดเผยผ่านทางทรูธโซเชียล (Truth Social) เมื่อวันอาทิตย์ตามเวลาไทยว่า กลุ่มประเทศในแถบตะวันออกกลาง ให้ชะลอการโจมตีออกไปก่อน เนื่องจากสามารถบรรลุกรอบข้อตกลงร่วมกันได้แล้ว ซึ่งข้อตกลงนี้จะรวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซในทันทีอย่างสมบูรณ์และเด็ดขาด พร้อมทั้งยุติภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ของอิหร่านลงอย่างสิ้นเชิง
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ในสัปดาห์นี้ ตลาดยังคงต้องติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดว่า สหรัฐฯ -อิหร่าน จะมีการขยายวงกว้างของสงครามเพิ่มเติมอีกหรือไม่ เนื่องจากทางฝั่งซาอุดีอาระเบียเริ่มเข้ามามีส่วนเกี่ยวพันในสงครามครั้งนี้ ในขณะที่สงครามได้ขยายวงกว้างจากช่องแคบฮอร์มุซ สู่ช่องแคบบับเอลมันเดบ ซึ่งจะยิ่งกดดันให้ราคาสินค้าและพลังงานปรับตัวสูงขึ้นไปอีก ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) และบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น เป็นปัจจัยลบต่อทองคำ แต่หากสหรัฐฯ – อิหร่าน สามารถกลับเข้าสู่โต๊ะการเจรจาแต่โดยดี ก็อาจหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้เช่นกัน
ติดตามตัวเลขการจ้างงานภาครัฐ – เอกชน ของสหรัฐฯ
ในวันที่ 5 และ 7 ส.ค.นี้ สหรัฐฯ จะมีการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของ ADP ซึ่งจัดทำโดยบริษัทเอกชนและ BLS จากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ตามลำดับ โดยหากอ้างอิงจากข้อมูลการประชุม FOMC วันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ได้กล่าวว่า ตลาดแรงงานในปัจจุบันยังคงเป็นไปในทิศทางที่ดี มีความแข็งแกร่งและสม่ำเสมอ (Solid and steady) โดยอัตราการเพิ่มขึ้นของตำแหน่งงาน (Job gains) ดำเนินไปในจังหวะที่สอดคล้องกันกับการขยายตัวของกำลังแรงงาน (Workforce) ส่งผลให้อัตราการว่างงานเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ซึ่งเป็นอีก 1 ปัจจัยที่ทำให้เฟดไม่ต้องรีบลดดอกเบี้ย เพราะตลาดแรงงานไม่ได้อยู่ในภาวะเปราะบางจนเสี่ยงจะพังทลาย และก็ไม่ได้ตึงตัวเหมือนช่วง Covid-19 ทั้งนี้ หากพิจารณาจากตัวเลข Total Nonfarm พบว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2026 ตัวเลขการจ้างงานรวมของสหรัฐฯ อยู่ที่ 158.59 ล้านคน ยังคงมีการทยอยปรับตัวขึ้น จนกระทั่งเดือน มิ.ย. อยู่ที่ระดับ 158.98 ล้านคน (+0.24%) ขณะเดียวกัน ตัวเลขชี้วัดภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือ Sahm Rule Recession ในเดือน ม.ค. อยู่ที่ 0.30 หน่วย มีการปรับตัวลงต่อเนื่องสู่ระดับ 0.07 หน่วย (หากตัวเลข Sahm Rule สูงกว่า 0.50 มีความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย ถ้าต่ำกว่าแปลว่าปกติ)
จากปัจจัยที่ได้กล่าวไปในข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในสภาวะที่แข็งแกร่งและยังไม่มีท่าทีว่าจะอ่อนแอ ซึ่งปัจจัยนี้อาจส่งผลให้ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของทั้งภาครัฐ – เอกชน อาจมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นเทียบเท่ากับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ หรืออาจดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เล็กน้อย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง อาจเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ เนื่องจากเฟดอาจไม่จำเป็นต้องรีบลดดอกเบี้ย แต่หากเป็นไปในทางตรงกันข้าม อาจหนุนให้ทองขึ้นได้เช่นกัน
ประเด็นที่สำคัญในสัปดาห์นี้
- ดัชนี PMI ภาคการผลิต / บริการจาก ISM เดือน ก.ค.
- จำนวนตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครใหม่จาก JOLTS เดือน (ล้านตำแหน่ง) เดือน มิ.ย.
- ดุลการค้าสหรัฐฯ เดือน มิ.ย. และดุลการค้าจีน เดือน ก.ค.
- การจ้างงานนอกภาคเกษตรจาก ADP เดือน ก.ค.
- จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
- ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมง เทียบรายเดือน / รายปี เดือน ก.ค.
- การจ้างงานนอกภาคเกษตร เดือน ก.ค.
- อัตราการว่างงาน เดือน ก.ค.
แนวโน้มราคาทอง
เมื่อสัปดาห์ก่อน ราคาทองคำเริ่มสามารถยืนเหนือแนวรับทางจิตวิทยาที่ 4,000 ดอลลาร์ และมีแนวโน้ม Break Out ทะลุกรอบ Falling Wedge Pattern ขึ้นไปได้ อย่างไรก็ตาม แรงซื้อที่ยังอ่อนแรงนี้ได้ทำให้ทองคำเริ่มมีแนวโน้ม Sideways ยืนออกข้าง ในขณะที่ในสัปดาห์นี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามมีทั้งมุมมองเชิงบวกและลบ ดังนี้
มุมมองเชิงบวก (Upside Scenario): หากการเปิดโอกาสในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน สามารถทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายเข้าสู่โต๊ะเจรจาได้อีกครั้ง ในขณะที่สงครามการค้าระหว่างจีน – สหรัฐฯ เกิดปะทุรอบใหม่ อาจหนุนให้ตลาดเริ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบ / เงินเฟ้อ อาจปรับตัวลงในอนาคต รวมถึงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น มีโอกาสที่ทองคำอาจปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านเดิมที่ 4,200 และ 4,295 ดอลลาร์
มุมมองเชิงลบ (Downside Scenario): ในทางกลับกัน หากสหรัฐฯ – อิหร่าน ไม่สามารถเจรจากันได้อย่างลงตัวในภายหลัง จากภาวะสงครามยังคงยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างไปจนถึงช่องแคบบับ เอล-มันเดบ รวมถึงตัวเลขการจ้างงานภาคการเกษตรทั้งภาครัฐ / เอกชน ออกมาแข็งแกร่ง ปัจจัยเหล่านี้อาจกดดันให้ราคาทองคำถูกแรงเทขายกลับลงมาอีกครั้ง โดยมีแนวรับเดิมบริเวณ 4,000 และ 3,940 ดอลลาร์
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 63,800 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 63,100 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 65,450 บาท และ 66,150 บาท









