Gold Bullish
- จับตาตัวเลข CME FedWatch หลังประธานเฟดนิวยอร์กคาดเงินเฟ้อแผ่ว
Gold Bearish
- ช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงตึงเครียด จับตาช่องแคบบับเอลมันเดบ อาจเป็นรายถัดไป
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลง จากการที่สงครามสหรัฐฯ – อิหร่านได้กลับมาปะทุอีกครั้ง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวสูงขึ้น จนเป็นเหตุให้ตลาดมีความกังวลด้านเงินเฟ้อและดอกเบี้ยเฟด อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
ช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงตึงเครียด จับตาช่องแคบบับเอลมันเดบ อาจเป็นรายถัดไป
เมื่อสัปดาห์ก่อน ปธน.ทรัมป์ ได้ประกาศกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเล (Naval Blockade) ต่อท่าเรือทั้งหมดของอิหร่าน พร้อมขู่ว่าจะโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานของอิหร่านในสัปดาห์นี้ หากอิหร่านยังไม่ยอมกลับเข้าสู่การเจรจา อีกทั้งสหรัฐฯยังพร้อมขยายปฏิบัติการจากพื้นที่ชายฝั่งทางใต้และบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเข้าไปยังพื้นที่ตอนในของประเทศ ในขณะที่กำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ระบุว่า ได้โจมตีคลังอาวุธและสถานที่เก็บยุทโธปกรณ์ของสหรัฐในบาห์เรนและคูเวต และอาจมีการโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ ในหลายประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย หากฝ่ายสหรัฐฯ ยังคงมีการโจมตีอิหร่านอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ IRGC ยังได้ขู่ว่า ทางอิหร่านพร้อมปิดเส้นทางส่งออกทั้งหมดที่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐและพันธมิตร ซึ่งอิหร่านอาจใช้กลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งเป็นพันธมิตร เข้าไปปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb) ประตูเชื่อมทะเลแดงกับอ่าวเอเดน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าสำคัญของโลก

จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ ที่เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติประมาณ 20% ของการค้าทางทะเลทั่วโลกกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติอีกครั้ง และเป็นชนวนเหตุให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งทางด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนเมื่อเดือน มิ.ย. ว่าหากสงครามยืดเยื้อเกินกลางเดือน ก.ค. อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมาก เนื่องจากหลายประเทศใช้คลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ไปมากแล้วเพื่อบรรเทาผลกระทบด้านพลังงาน ทั้งนี้ การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ อันเนื่องมาจากสงคราม อาจทำให้เงินเฟ้อ รวมถึงดอกเบี้ยเฟดปรับตัวลงยากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ
จับตาตัวเลข CME FedWatch หลังประธานเฟดนิวยอร์กคาดเงินเฟ้อแผ่ว
เมื่อสัปดาห์ก่อน นายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดนิวยอร์ก ได้กล่าวว่า ตนเห็นเงินเฟ้อมีแนวโน้มผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว โดยอัตราเงินเฟ้อโดยรวมจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3.25% ภายในสิ้นปี 2026 หลังจากนั้นจะค่อย ๆ ลดลงสู่เป้าหมาย 2% ในปี 2028 เนื่องจากไม่มีแรงผลักดันเพิ่มเติมจากมาตรการภาษีนำเข้าของปธน.ทรัมป์ เนื่องจากภาษีที่หมดอายุจะถูกแทนที่ด้วยมาตรการใหม่ อีกทั้งการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน น่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และจะปรับตัวลงใกล้ระดับก่อนเกิดสงครามอิหร่าน
จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ CME Fed Watch เริ่มลดการคาดการณ์ลงมาอย่างต่อเนื่อง จากเดือน ก.ค. เลื่อนไปถึงเดือน ต.ค. ว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุม FOMC ซึ่งหากปัจจัยด้านสงครามสหรัฐฯ – อิหร่านกลับมาดีขึ้น อาจส่งผลให้ตลาดมีการเปลี่ยนตัวเลขการคาดการณ์อีกครั้ง ซึ่งอาจส่งผลบวกต่อราคาทองคำ แต่หากสงครามยังยืดเยื้อและขยายวงกว้าง ก็อาจส่งผลให้ตลาดเปลี่ยนตัวเลขคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยไวขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำเช่นกัน
ประเด็นที่สำคัญในสัปดาห์นี้
- การประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB)
- จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
- ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต / บริการ เดือน ก.ค.
แนวโน้มราคาทอง
เมื่อในสัปดาห์ก่อน ราคาทองคำยังไม่สามารถผ่านแนวต้านที่ 4,070 ดอลลาร์ และมีการปรับตัวลง ทำให้ในภาพรวม ทองคำยังคงเป็นลักษณะแบบ Falling Wedge Pattern ในกรอบที่แคบขึ้น อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้มีทั้งมุมมองเชิงบวกและลบ ดังนี้
มุมมองเชิงบวก (Upside Scenario): หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน มีความคืบหน้าเชิงบวก และสามารถเข้าสู่โต๊ะเจรจาได้อีกครั้งในภายหลัง อาจหนุนให้ตลาดเริ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบ / เงินเฟ้อ มีแนวโน้มปรับตัวลงในอนาคต ซึ่งเป็นการเปิดทางให้เฟดลดดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้น โดยหากทองคำยังคงรับรู้ปัจจัยดังกล่าว มีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 4,070 ดอลลาร์ ซึ่งหากทะลุแนวต้านแรกได้ มีโอกาสทะลุกรอบ Falling Wedge ในกรอบแคบ เพื่อไปทดสอบกรอบใหญ่แนวต้านถัดไปที่ 4,170 ดอลลาร์
มุมมองเชิงลบ (Downside Scenario): ในทางกลับกัน หากสหรัฐฯ – อิหร่าน ไม่สามารถเจรจากันได้อย่างลงตัวในภายหลัง และสงครามยังคงยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง จนนำไปสู่การปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ และเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ FedWatch Tools ของ CME Group เริ่มกลับมาคาดการณ์ว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น หรือคงดอกเบี้ยยาวนานขึ้นกว่าเดิมปัจจัยเหล่านี้อาจกดดันให้ราคาทองคำถูกแรงเทขายกลับลงมาอีกครั้ง โดยมีแนวรับบริเวณ 3,890 และ 3,680 ดอลลาร์ ทั้งนี้ หากทองโลกหลุดแนวรับทั้งหมดที่ได้กล่าวไปข้างต้น แนวรับถัดไปจะอยู่ที่บริเวณ 3,690 ดอลลาร์ จากแนวรับใหญ่เส้น Trend Line
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 62,350 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 61,700 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 64,350 บาท และ 65,000 บาท









