Desktop 1550x550 13

แนวโน้มตลาดและการลงทุน

จับตา Bond Yield & PCE แรงกดดันทองคำ ขณะตลาดจับตา MOU สหรัฐฯ-อิหร่าน

22 มิถุนายน 2569|09:51 น.

Gold Bullish

– สหรัฐฯ – อิหร่าน บรรลุข้อตกลง MOU แต่ยังเสี่ยงดีลล่ม

Gold Bearish

– ติดตามการประมูลพันธบัตร อายุ 2 ปี
– ติดตามดัชนีการบริโภคส่วนบุคคล (PCE)

สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลง จากการที่ตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับนายเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ที่ได้กล่าวย้ำถึงเป้าหมายความเข้มงวดในการผลักดันเงินเฟ้อให้ลงสู่ 2% ในขณะที่ FedWatch Tool ของ CME Group ได้คาดการณ์ว่า เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุม FOMC ปี 2026 อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้

สหรัฐฯ – อิหร่าน บรรลุข้อตกลง MOU แต่ยังเสี่ยงดีลล่ม

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 มิ.ย. ตามเวลาไทย ปธน.ทรัมป์ และ ปธน.อิหร่าน นายมาซูด เปเซชเคียน ได้ลงนามข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างสองประเทศผ่านระบบทางไกล โดยทรัมป์ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อยุติสงครามกับอิหร่านระหว่างการเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการในวันพุธ ซึ่งรายงานดังกล่าวได้ครอบคลุมถึงการยุติการสู้รบทันที รวมถึงในเลบานอน การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และการยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวยังอยู่ในสถานะเบื้องต้น และจะเปิดทางให้สหรัฐฯ และอิหร่านเข้าสู่การเจรจาเป็นเวลา 60 วัน โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ ต้องการให้อิหร่านให้คำมั่นเพิ่มเติมว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ในขณะที่ทางปธน.ทรัมป์ ได้เตือนว่า สหรัฐฯ อาจกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้ง รวมถึงการกลับเข้ามาควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลง ทั้งนี้ นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ได้ยืนยันว่ากองทัพอิสราเอลจะยังคงตรึงกำลังในเลบานอนตอนใต้ต่อไปตราบเท่าที่จำเป็น ซึ่งทางฝั่งผู้นำเฮซบอลเลาะห์ที่เป็นพันธมิตรของอิหร่านได้ปฏิเสธการคงอยู่ของทหารอิสราเอลและพร้อมตอบโต้

จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ยังคงต้องจับตาต่อไปว่า หลังจากสหรัฐฯ – อิหร่าน ได้มีการทำ MOU ร่วมกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะมีการปฏิบัติตามข้อตกลงหรือไม่ หากเป็นไปได้ด้วยดี อาจทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมัน / เงินเฟ้อ และดอกเบี้ยเฟดอาจปรับตัวลงในอนาคต ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ แต่หากมีการละเมิดข้อตกลง อาจกดดันให้ราคาทองคำมีการปรับตัวลงอีกครั้งได้เช่นกัน

ติดตามการประมูลพันธบัตร อายุ 2 ปี

ในวันที่ 23 มิ.ย. (24 มิ.ย. เวลาไทย) สหรัฐฯ จะมีการเผยประมูลพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าตลาดมองแนวโน้มทิศทางอัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยของเฟดนโยบายในระยะสั้นอย่างไร ท่ามกลางภาวะสงครามสหรัฐฯ – อิหร่านที่ลดระดับความรุนแรงลงไปมาก แต่พิษของเงินเฟ้อยังคงอยู่ ซึ่งหากเราย้อนดูผลงานการกู้เงิน 3 เดือนล่าสุด (มี.ค. – พ.ค. 2026) จะเห็นสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้นเรื่อยๆ ดังนี้

1. ดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่าย (High Yield) พุ่งสูงขึ้นสร้างฐานใหม่เหนือ 4%:

  • เดือน มี.ค. 2026: ดอกเบี้ยพุ่งแรงไปแตะ 3.936% ยามตลาดตกใจสงคราม
  • เดือน เม.ย. 2026: ดอกเบี้ยย่อตัวลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 3.812%
  • เดือน พ.ค. 2026: ล่าสุด ดอกเบี้ยดีดกลับขึ้นมาสร้างฐานใหม่เหนือเพดานสำคัญที่ระดับ 4.071%

ตัวเลขดังกล่าว กำลังบ่งบอกว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จำเป็นต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น เพื่อจูงใจให้นักลงทุนยอมซื้อพันธบัตร เพื่อให้ผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) คุ้มค่ามากพอกับการลงทุน ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงโดยมีสถานการณ์สงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน เป็นปัจจัยกระตุ้น

2. ความต้องการซื้อ (Bid-to-Cover Ratio) ผันผวนแต่ยังแข็งแกร่ง:

  • เดือน มี.ค. 2026: ยอดเสนอซื้อดิ่งลงเหลือ 2.44 เท่า เนื่องจากนักลงทุนไม่ค่อยกล้าซื้อเพราะกำลังตื่นตระหนกกับสงคราม
  • เดือน เม.ย. 2026: นักลงทุนเริ่มเห็นดอกเบี้ยปรับตัวสูงจนคุ้มเสี่ยง ยอดซื้อดีดกลับมาอย่างหนาแน่นที่ 2.65 เท่า
  • เดือน พ.ค. 2026: ยอดซื้อยังคงรักษาเสถียรภาพไว้ได้ดีใกล้เคียงกันที่ระดับ 2.64 เท่า

ตัวเลขดังกล่าว กำลังบ่งบอกว่า นักลงทุนเริ่มยอมรับและกลับมาซื้อพันธบัตรอีกครั้ง เมื่อหักลบกับแนวโน้มเงินเฟ้อแล้วอาจให้ผลตอบแทนที่แท้จริง หรือ Real Yield ที่น่าพอใจมากขึ้น

3. สภาวะอุปสงค์จริงและการหมุนเวียนสภาพคล่องหลังบ้าน: หากเจาะลึกโครงสร้างอุปสงค์การจัดสรรเม็ดเงินจริงในแต่ละกลุ่ม จะสะท้อนมุมมองการปรับพอร์ตของสถาบันการเงินต่อภาวะเงินเฟ้อหนืด (Sticky Inflation) ได้อย่างชัดเจน ดังนี้:

  • เดือน มี.ค. 2026 (ช่วงสภาพคล่องตึงตัว): พอความเสี่ยงเงินเฟ้อพุ่งสูง กลุ่มสถาบันการเงินในประเทศ (Direct Bidder) พากันวิ่งหนี ยอดซื้อหดฮวบเหลือแค่ 1.129 หมื่นล้านดอลลาร์ บีบให้กลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายหลัก เช่น JP Morgan, Citi Group (Primary Dealer) ต้องรับบท “เดอะแบก” ด่านสุดท้าย กวาดของเหลือเข้าพอร์ตตัวเองพุ่งสูงถึง 1.650 หมื่นล้านดอลลาร์
  • เดือน เม.ย. 2026 (เริ่มฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติ): พอดอกเบี้ยขยับขึ้นจนน่าดึงดูด กลุ่มสถาบันในประเทศก็กระโดดกลับมารับของเพิ่มขึ้นอย่างหนาแน่นเป็น 2.163 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยแบ่งเบาภาระ ทำให้ธนาคารยักษ์ใหญ่แบกของลดลงเหลือเพียง 8.110 พันล้านดอลลาร์ เท่านั้น
  • เดือน พ.ค. 2026 (เริ่มทรงตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อน): ล่าสุด กลุ่มสถาบันในประเทศยังคงลุยซื้อต่อเนื่องอย่างแข็งแกร่งที่ 2.056 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ธนาคารยักษ์ใหญ่ (Primary Dealer) สบายตัว แบกของเหลือในระดับต่ำเพียง 8.423 พันล้านดอลลาร์ เท่านั้น

บทสรุป จากข้อมูลข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า ในช่วงเดือน มี.ค. – พ.ค. กระทรวงการคลังต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เพื่อจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาซื้อพันธบัตร ในขณะที่ความต้องการซื้อ (Bid-to-Cover Ratio)ยังคงฟื้นตัวในกรอบจำกัด ทั้งนี้ หากวันที่ 23 มิ.ย. มีการประกาศยอดผลการประมูลออกมาแล้วยังมีความต้องการซื้ออ่อนแอ อาจบีบให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ในตลาดรองพุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันราคาทองคำ เนื่องจากการถือพันธบัตรที่ปลอดภัยและได้ดอกเบี้ยสูง มีความคุ้มกว่าการถือทองคำที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

ติดตามดัชนีการบริโภคส่วนบุคคล (PCE)

ในวันที่ 25 มิ.ย. สหรัฐฯ จะมีการเปิดเผยตัวเลขดัชนีการบริโภคส่วนบุคคลแบบพื้นฐาน / ทั่วไป (Core PCE และ PCE) โดยการประชุม FOMC ครั้งล่าสุดในวันที่ 17 – 18 มิ.ย. เฟดได้เผยตัวเลขการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจ (Economic projections)ซึ่งเผยให้เห็นว่า ตัวเลข PCE inflation ในปี 2026 ได้มีการคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 3.6% ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ในการประชุม FOMC วันที่ 18-19 มี.ค. ที่ 2.7% อยู่มาก ขณะเดียวกัน ตัวเลข Core PCE ได้คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 3.3% ซึ่งสูงกว่าครั้งก่อนที่ระดับ 2.7% ในขณะที่นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ได้ให้คำมั่นว่าจะผลักดันอัตราเงินเฟ้อให้ลดลงสู่เป้าหมาย 2% ต่อปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้มานานกว่า 5 ปีแล้ว ทั้งนี้ รายงานตัวเลขการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าว มีความสอดคล้องกับนายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดนิวยอร์ก ที่ได้คาดการณ์ไว้เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ว่าดัชนีราคา PCE จะอยู่ใกล้ระดับ 4% และเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) จะสูงกว่า 3% ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงยังคงจากมาตรการเพิ่มภาษีนำเข้าอย่างรุนแรงของปธน.ทรัมป์ และสภาวะช็อกทางพลังงานที่เกิดจากสงครามในตะวันออกกลาง

จากปัจจัยข้างต้น ทำให้มีแนวโน้มว่า ดัชนีการบริโภคส่วนบุคคล หรือ PCE ในภาพรวมอาจมีการประกาศออกมาเทียบเท่า หรือสูงมากกว่าครั้งก่อน จากการที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงในช่วงสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจหนุนให้ราคาทองคำมีการปรับตัวลง เนื่องจากส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่า

ประเด็นที่สำคัญในสัปดาห์นี้

– ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต / บริการ เดือน มิ.ย.
– ยอดขายบ้านใหม่เดือน พ.ค. (ยูนิต)
– ดัชนีการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน / ทั่วไป เทียบรายเดือน / รายปี เดือน พ.ค.
– จีดีพีไตรมาส 1 (ประมาณการครั้งที่ 3) q/q และดัชนีราคาจีดีพีไตรมาส 1 (ประมาณการครั้งที่ 3) q/q
– จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
– ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย ม.มิชิแกน เดือน มิ.ย.

แนวโน้มราคาทอง

เมื่อในสัปดาห์ก่อน ราคาทองคำได้มีการปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,320 และ 4,380 ดอลลาร์ และยังคงมีการปรับฐานลงตามเส้น Trend Line ที่เป็นลักษณะ falling wedge อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้มีทั้งมุมมองเชิงบวกและลบ ดังนี้

มุมมองเชิงบวก (Upside Scenario): หลังจากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน ได้มีการทำ MOU อย่างเป็นทางการ อาจหนุนให้ตลาดเริ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบ / เงินเฟ้อ มีแนวโน้มปรับตัวลงในอนาคต ซึ่งเป็นการเปิดทางให้เฟดลดดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้น หากทองคำยังคงรับรู้ปัจจัยดังกล่าว มีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,320 ดอลลาร์ และ 4,380 ดอลลาร์

มุมมองเชิงลบ (Downside Scenario): ในทางกลับกัน หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน มีการละเมิดข้อตกลงในภายหลัง ในขณะที่การประมูลพันธบัตรแสดงถึงความอ่อนแอ หรือสหรัฐฯ มีการประกาศดัชนี PCE ออกมามากกว่าคาดตามการคาดการณ์ของคณะกรรมการเฟด ปัจจัยเหล่านี้อาจกดดันให้ราคาทองคำถูกแรงเทขายกลับลงมาแนวรับบริเวณ 4,000 และ 3,900 ดอลลาร์ ทั้งนี้ หากทองโลกหลุดแนวรับทั้งหมดที่ได้กล่าวไปข้างต้น แนวรับถัดไปจะอยู่ที่ 3,690 ดอลลาร์ ตามเส้น 1.272 ของ Fibonacci

สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 63,400 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 62,400 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 65,800 บาท และ 66,800 บาท

image 279

ดาวน์โหลดเอกสาร

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

 
Cover 1000x670 09

Daily Recap Gold Spot 22-06-2569

08:54 น.

 
Cover 1000x670 01

Daily Recap Gold Futures 22-06-2569

08:52 น.

 
New SET SSF Cover 1000x670 06

Derivatives Recap 22-06-2569

08:37 น.

 
Cover 1000x670 10

Night Recap Gold Spot 19-06-2569

16:45 น.

คำถามที่พบบ่อย

เกี่ยวกับเรา

พูดคุยกับเรา

พบเจอปัญหา หรือมีข้อสงสัย
ทักหาเราได้เลยที่นี่

เวลาทำการลูกค้าสัมพันธ์
จันทร์ - ศุกร์ 08.30 น. - 24.00 น.
เสาร์ - อาทิตย์ 08.30 น. - 17.30 น.

For the best experience, we recommend viewing the site in portrait orientation on mobile devices.

ไอคอน PDPA

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน กรุณาดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

You can choose your cookie settings by enabling/disabling cookies for each category as needed, except for necessary cookies.

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้เหล่านี้จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์ เช่น การรักษาการล็อกอินของผู้ใช้ การบันทึกสินค้าที่เพิ่มลงในรถเข็น และการบันทึกการตั้งค่าภาษา
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ เช่น จำนวนผู้เข้าชม, หน้าเว็บที่ได้รับความนิยม และพฤติกรรมการท่องเว็บ ซึ่งช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้การทำงานเพื่อจดจำการตั้งค่าผู้ใช้

    คุกกี้เหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ โดยจดจำการตั้งค่าที่ผู้ใช้เคยกำหนดไว้ เช่น ชื่อผู้ใช้, ภาษา, ภูมิภาค หรือการปรับแต่งเว็บไซต์ตามความต้องการ
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ของบุคคลที่สามเพื่อการวิเคราะห์และการตลาด

    คุกกี้เหล่านี้ถูกตั้งค่าโดยบุคคลที่สาม เช่น ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลหรือผู้ให้บริการโฆษณา และใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น การวิเคราะห์เว็บไซต์และการทำการตลาด
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้โฆษณาเพื่อแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจ

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อติดตามการใช้งานของผู้ใช้บนเว็บไซต์ต่าง ๆ และแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจของผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งมักจะใช้โดยเครือข่ายโฆษณาภายนอก
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึกการตั้งค่า