สำนักข่าว Reuters รายงานจากกรุงวอชิงตัน เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมว่า รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สะท้อนให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายการเงินมีความกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากสงครามอิหร่านมากขึ้นอย่างชัดเจน และมีจำนวนเพิ่มขึ้นที่เปิดรับความเป็นไปได้ในการ “ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย” ในอนาคต ซึ่งบ่งชี้ว่า เควิน วอร์ช ว่าที่ประธาน Fed คนใหม่ อาจต้องเข้ามาบริหารภายใต้คณะกรรมการที่มีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินเข้มงวด (hawkish) มากขึ้น
รายงานการประชุมระบุว่า ในการประชุมเมื่อวันที่ 28–29 เมษายน เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ของเฟด เห็นว่า “การปรับนโยบายให้เข้มงวดขึ้น” อาจมีความเหมาะสม หากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่ากรอบเป้าหมาย 2% อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่จำนวนมากยังแสดงความเห็นว่า ควรตัดถ้อยคำในแถลงการณ์หลังการประชุมที่บ่งชี้ถึงแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายออกไป ซึ่งสะท้อนถึงการลดน้ำหนักของมุมมองเชิงผ่อนคลายลงอย่างมีนัยสำคัญ
แม้คำว่า “จำนวนมาก” จะยังไม่ถึงระดับ “เสียงข้างมาก” ในภาษาทางการของ Fed แต่ก็ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มที่สนับสนุนแนวคิดดังกล่าวมีฐานสนับสนุนกว้างขึ้น และรวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีสิทธิออกเสียงด้วย โดยการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นการจำกัดความยืดหยุ่นของประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ วอร์ชเคยส่งสัญญาณสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
โดยภาพรวม เจ้าหน้าที่เฟด ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจจำเป็นต้อง “คงอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาด” เนื่องจากความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะใช้เวลานานกว่าจะกลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% มีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ตลาดแรงงานยังคงมีเสถียรภาพในระยะสั้นก็ตาม ทั้งนี้ จำนวนเจ้าหน้าที่ที่สนับสนุนการปรับลดดอกเบี้ยเริ่มลดลง เมื่อเทียบกับการประชุมในเดือนมีนาคม
นักเศรษฐศาสตร์จาก Oxford Economics ระบุว่า แม้จะมีการเปลี่ยนตัวประธานเฟด ในการประชุมเดือนมิถุนายน แต่การสร้างฉันทามติเพื่อปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย ไม่ว่าจะขึ้นหรือลง จะยังคงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในระยะสั้น
รายงานการประชุมครั้งนี้ ซึ่งถือว่ามีความเห็นแตกต่างกันมากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ ยังสะท้อนถึงการแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักภายในเฟด ได้แก่ กลุ่มที่เพิ่มความกังวลต่อเงินเฟ้อจากสงครามและไม่สนับสนุนการลดดอกเบี้ย และอีกกลุ่มที่ยังคงเอนเอียงไปทางการผ่อนคลายนโยบาย แต่มีขนาดเล็กลง
ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้แนวโน้มของเฟด มีความเข้มงวดมากขึ้น คือแรงกดดันเงินเฟ้อจากสงครามที่สหรัฐและอิสราเอลมีบทบาทต่ออิหร่าน ซึ่งดำเนินมากว่าเกือบ 3 เดือน และส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 50% อีกทั้งแรงกดดันด้านราคายังเริ่มขยายวงกว้างไปยังสินค้าและบริการอื่นๆ
รายงานยังระบุว่า การประชุมเดือนเมษายน ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายภายใต้การนำของเจอโรม พาวเวล เป็นการประชุมครั้งที่ 2 ติดต่อกันที่มีเจ้าหน้าที่จำนวนเพิ่มขึ้นมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจมีความเหมาะสม หากเงินเฟ้อยังคงสูงกว่ากรอบเป้าหมาย
สำหรับวอร์ชซึ่งเตรียมเข้ารับตำแหน่งประธานเฟด อย่างเป็นทางการในพิธีที่ทำเนียบขาว โดยการแต่งตั้งของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ก่อนหน้านี้เรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยอย่างมาก จะต้องเผชิญความท้าทายในการผลักดันนโยบายผ่อนคลาย เนื่องจากมุมมองของคณะกรรมการส่วนใหญ่เริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางตรงกันข้าม แม้ในระยะหลัง Trump จะลดน้ำหนักความคาดหวังดังกล่าวลงบ้าง
ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่กรอบ 3.50%–3.75% ในการประชุมล่าสุด แต่มีเจ้าหน้าที่ถึง 4 รายแสดงความเห็นไม่ตรงกัน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1992 โดยความเห็นที่แตกต่างกันมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนการลดดอกเบี้ย และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับถ้อยคำที่ยังเปิดโอกาสให้ลดดอกเบี้ยในอนาคต
เจ้าหน้าที่ที่มีมุมมองเข้มงวดชี้ว่า เงินเฟ้อยังคงสูงกว่ากรอบเป้าหมาย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะสั้นจากแรงกดดันด้านราคาที่ขยายวงกว้าง ขณะที่ตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง อัตราการว่างงานทรงตัว และการจ้างงานขยายตัวดีกว่าคาด ทำให้ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
หลังจากการดำรงตำแหน่งของพาวเวล นาน 8 ปี วอร์ชจะเป็นประธานการประชุมเฟดครั้งแรกในวันที่ 16–17 มิถุนายน โดยยังไม่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในทันที โดยเฉพาะการปรับลด
ขณะเดียวกัน ตลาดพันธบัตรทั้งในสหรัฐและทั่วโลกเริ่มสะท้อนความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นว่า ธนาคารกลางหลักอาจต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อจากสงคราม โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ซึ่งเป็นตัวชี้วัดคาดการณ์นโยบายของเฟดปรับตัวขึ้นจากต่ำกว่า 3.40% ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ สู่ระดับสูงกว่า 4.10% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 15 เดือน
นอกจากนี้ ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของ Reuters ล่าสุดยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงมุมมองอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัดส่วนนักเศรษฐศาสตร์ที่คาดว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยภายในปีนี้ลดลงเหลือต่ำกว่า 50% จากเดิมราวสองในสามเมื่อเดือนก่อน ขณะที่ประมาณครึ่งหนึ่งมองว่าอัตราดอกเบี้ยจะไม่เปลี่ยนแปลง และมีบางส่วนเริ่มคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ของการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้
แหล่งอ้างอิง : Reuters









