ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นเข้าใกล้ระดับ 5,200 ดอลลาร์ ก่อนที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ State of the Union เพื่อแถลงผลงานต่อสภาคองเกรสในช่วงเวลา 09.00 น. ตามเวลาไทย โดยการเคลื่อนไหวของราคาทองคำสะท้อนถึงภาวะการเงินโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองของสหรัฐฯ ในจังหวะสำคัญนี้
ทรัมป์ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ต่อที่ประชุมร่วมของสภาคองเกรส พร้อมส่งสารสำคัญถึงประชาชนอเมริกันและทั่วโลกว่า “สหรัฐฯ กำลังได้ชัยชนะ” โดยพยายามวาดภาพของประเทศที่กำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง และชี้ว่านโยบายของเขาได้ช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของภาคการจ้างงานและภาคการผลิตภายในประเทศ ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็กำลังกลับมาแสดงบทบาทนำในเวทีระหว่างประเทศอีกครั้ง ซึ่งการเน้นย้ำถึง “ชัยชนะ” ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน ท่ามกลางผลสำรวจที่สะท้อนว่าคะแนนนิยมของเขากำลังเผชิญแรงกดดัน และเพื่อสร้างแรงสนับสนุนต่อพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของดุลอำนาจทางการเมืองในกรุงวอชิงตัน
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังถ้อยคำแห่งความสำเร็จนั้น ยังคงมีความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะคำวินิจฉัยของ Supreme Court ที่เพิ่งยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของนโยบายเศรษฐกิจของเขา โดยทรัมป์เรียกคำตัดสินดังกล่าวว่า “เป็นคำวินิจฉัยที่น่าเสียดาย” พร้อมยืนยันว่ามาตรการภาษีศุลกากรมีบทบาทสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ และให้คำมั่นว่าจะใช้กลไกทางกฎหมายอื่นเพื่อดำเนินมาตรการดังกล่าวต่อไปโดยไม่จำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส นอกจากนี้ เขายังเสนอวิสัยทัศน์เชิงโครงสร้างที่สำคัญ โดยระบุว่าในระยะยาว รายได้จากภาษีศุลกากรอาจเข้ามาแทนที่ระบบภาษีเงินได้ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการคลังครั้งใหญ่ แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากจะตั้งข้อสังเกตว่าภาระของภาษีดังกล่าวมักตกอยู่กับผู้นำเข้า ธุรกิจ และผู้บริโภคภายในประเทศ มากกว่าต่างประเทศตามที่เขากล่าวอ้าง
ขณะเดียวกัน บรรยากาศภายในห้องประชุมยังสะท้อนถึงความแตกแยกทางการเมืองที่รุนแรงมากขึ้น โดยเสียงปรบมือและเสียงโต้เถียงเกิดขึ้นสลับกันเป็นระยะ โดยเฉพาะเมื่อทรัมป์กล่าวโจมตีพรรคเดโมแครตว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่ฝ่ายเดโมแครตบางส่วนตอบโต้ด้วยถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างเปิดเผย สะท้อนถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นก่อนการเลือกตั้งครั้งสำคัญ แม้ว่าค่าครองชีพจะเป็นประเด็นหลักที่ประชาชนให้ความสนใจ แต่ทรัมป์กลับกล่าวถึงมาตรการลดภาระดังกล่าวอย่างจำกัด โดยเลือกเน้นนโยบายระยะยาว เช่น การสนับสนุนการออมเพื่อการเกษียณผ่านการสมทบเงินจากรัฐบาลสูงสุด 1,000 ดอลลาร์ต่อปี สำหรับผู้ที่ไม่มีแผนเกษียณผ่านนายจ้าง รวมถึงการผลักดันให้บริษัทเทคโนโลยี โดยเฉพาะผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) รับผิดชอบต้นทุนพลังงานของตนเอง เพื่อลดแรงกดดันต่อค่าไฟฟ้าของประชาชนในระยะยาว
ด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ ทรัมป์ได้ส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวต่ออิหร่าน โดยย้ำว่าสหรัฐฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาผ่านแนวทางการทูต แต่จะไม่ยอมให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์โดยเด็ดขาด โดยคำกล่าวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ ได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าสู่ตะวันออกกลาง ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางที่ผสมผสานระหว่างการเจรจาและการแสดงศักยภาพทางทหาร นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงบทบาทของสหรัฐฯ ในการโจมตีโครงสร้างนิวเคลียร์ของอิหร่าน การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเวเนซุเอลา และการมีส่วนร่วมในการเจรจาหยุดยิงในตะวันออกกลาง เพื่อย้ำถึงบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจที่ยังคงมีอิทธิพลต่อระเบียบโลก
อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึงกลับมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับพันธมิตร NATO ที่เริ่มเผชิญแรงสั่นคลอน รวมถึงจุดยืนของสหรัฐฯ ต่อสงครามยูเครน ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในความขัดแย้งสำคัญของโลกในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ประเด็นเกี่ยวกับเกาะกรีนแลนด์ยังคงมีความคลุมเครือ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ระบุว่า ความสนใจของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อกรีนแลนด์มุ่งเน้นด้านความมั่นคงแห่งชาติและการขยายขีดความสามารถทางทหาร มากกว่าการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ แม้แนวคิดดังกล่าวยังไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเป็นทางการจากสหภาพยุโรป
สุนทรพจน์ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแถลงผลงานของรัฐบาล หากแต่เป็นความพยายามสร้าง “เรื่องเล่าใหม่” ให้กับประเทศ ในช่วงเวลาที่สหรัฐฯ กำลังยืนอยู่บนจุดตัดสำคัญ ระหว่างภาพของการฟื้นตัวและความเสี่ยงที่ยังไม่คลี่คลาย ระหว่างความเชื่อมั่นที่รัฐบาลพยายามสร้าง และความไม่แน่นอนที่ประชาชนจำนวนมากยังคงตั้งคำถาม และท้ายที่สุด การตัดสินว่าประเทศ “อเมริกากำลังได้ชัยชนะอย่างท่วมท้น” จริงหรือไม่ อาจไม่ได้อยู่ในคำกล่าวของผู้นำ แต่อยู่ในคำตัดสินของผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลางเทอม ในเดือนพฤศจิกายนที่จะมาถึง
แหล่งที่มา : APNEWS








