Desktop 1550x550 13

แนวโน้มตลาดและการลงทุน

ทองฟื้นตัวขานรับวิกฤตเวเนฯ-จีน และ คลังสหรัฐฯ อัดฉีดดอลลาร์ จับตาเงินเฟ้อพุ่งและศาลฎีกาชี้ชะตาภาษีทรัมป์

12 มกราคม 2569|09:41 น.

Gold Bullish

  • ศาลฎีกาชี้ชะตาภาษีทรัมป์พุธนี้
  • เวเนซุเอลาคือทางผ่าน ใครคือรายถัดไป?
  • ข้อพิพาทระหว่างจีน – ญี่ปุ่น ยังตึงเครียด      
  • กระทรวงการคลังสหรัฐฯ กดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า

Gold Bearish

  • ตลาดยังคาดการณ์เกิน 80% ว่าเฟดอาจคงดอกเบี้ยในเดือน ม.ค. นี้
  • ตลาดคาดการณ์เงินเฟ้อสูงกว่าที่เฟดคาด หวั่นเฟดคงดอกเบี้ยยาว?

สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้น จากการที่ความตึงเครียดเวเนซุเอลายังคงคุกรุ่น และข้อพิพาทระหว่างจีน – ญี่ปุ่น ในประเด็นเรื่องไต้หวันยังคงตึงเครียด รวมถึงมาตรการภาษีทรัมป์ที่กำลังจะมีคำตัดสินจากศาลฎีกาในวันพุธนี้ อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้

ศาลฎีกาชี้ชะตาภาษีทรัมป์วันพุธนี้

ศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา (Supreme Court) เตรียมออกคำวินิจฉัยคดีสำคัญหลายคดีในวันที่ 14 ม.ค. นี้ รวมถึงคดีที่มีความสำคัญระดับโลกอย่าง “ความชอบด้วยกฎหมาย” ของมาตรการภาษีศุลกากร (Tariffs) ที่ปธน. ทรัมป์ โดยศาลได้ระบุผ่านเว็บไซต์เมื่อวันศุกร์ว่า อาจมีการประกาศคำตัดสินในคดีที่ได้รับฟังคำให้การไปแล้วในช่วงสัปดาห์นี้ โดยขณะนี้ยังไม่มีการระบุล่วงหน้าว่าจะตัดสินคดีใดบ้าง ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปในการรับฟังคำให้การเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา บรรดาผู้พิพากษาทั้งฝ่ายอนุรักษนิยมและเสรีนิยมต่างแสดงท่าทีกังขา ต่อความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีดังกล่าว ซึ่งทรัมป์บังคับใช้โดยการอ้างอำนาจตามกฎหมายเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศปี 1977 (International Emergency Economic Powers Act – IEEPA) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในยามสถานการณ์ฉุกเฉินของชาติเท่านั้น ในขณะที่ตลาดได้มีการคาดการณ์เพียง 27% ว่าศาลฎีกามีโอกาสตัดสินว่าภาษีทรัมป์มีความถูกต้องทางกฎหมาย ซึ่งปธน.ทรัมป์ได้กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า หากมาตรการภาษีดังกล่าวถูกศาลตัดสินให้ยกเลิก อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ

เวเนซุเอลาคือทางผ่าน ใครคือรายถัดไป?

เมื่อวันเสาร์ที่ 3 ม.ค. ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้เปิดปฏิบัติการโจมตีเวเนซุเอลาครั้งใหญ่ และสามารถจับกุมตัวนายนิโคลัส มาดูโร ปธน. เวเนซุเอลา โดยทางปธน.ทรัมป์ได้อ้างว่ามาดูโรมีความผิดเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการค้ายาเสพติดมายังสหรัฐฯ โดย ณ ตอนนี้ นายมาดูโรได้ถูกคุมขังอยู่ที่ ศูนย์กักกันกลางเมโทรโพลิแทน (Metropolitan Detention Center – MDC) ในย่านบรูคลิน ที่นครนิวยอร์กเพื่อรอการพิจารณาคดี ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์ ได้มอบหมายให้ นายมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รมว.กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้นำในกระบวนการบังคับใช้การปฏิรูปทางเศรษฐกิจและการเมืองในเวเนซุเอลา โดยนายรูบิโอจะนำทีมงานซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน การเงิน และนโยบายทางการทหารเข้าไปในเวเนซุเอลา และทาง .ปธน.ทรัมป์ ได้ระบุว่า สหรัฐฯ จะทำหน้าที่บริหารประเทศเวเนซุเอลาจนกว่าจะมีการจัดเลือกตั้งใหม่ และผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในสหรัฐฯ เตรียมพร้อมที่จะทุ่มงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อขุดเจาะทรัพยากรน้ำมันดิบอันล้ำค่าของเวเนซุเอลา โดยเวเนซุเอลาจะส่งมอบน้ำมันดิบจำนวนมหาศาลถึง 30-50 ล้านบาร์เรลให้แก่สหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.8 พันล้านดอลลาร์ อีกทั้งยังเป็นการสกัดกั้นอิทธิพลของจีน ซึ่งเคยเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดและพันธมิตรที่ใกล้ชิดของเวเนซุเอลาในด้านพลังงาน

จากเหตุการณ์ที่ได้กล่าวไปข้างต้น ส่งผลให้จีนได้ร้องเรียนไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ซึ่งได้จัดการประชุมด่วนเมื่อวันจันทร์ที่ 5 ม.ค. โดยหลายประเทศได้วิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของปธน.ทรัมป์ และแสดงความกังวลต่อสัญญาณการขยายปฏิบัติการทางทหารไปยังโคลอมเบียและเม็กซิโกในอนาคต รวมถึงการที่สหรัฐฯ ย้ำคำขู่ที่จะยึดครองกรีนแลนด์จากเดนมาร์กเพื่อความมั่นคงแห่งชาติของอเมริกา เนื่องจากว่าปธน.ทรัมป์ยังได้มีการตอกย้ำถึงความจำเป็นต้องมีกรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ เนื่องจากที่ตั้ง กรีนแลนด์เป็นจุดยุทธศาสตร์อาร์กติกที่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติอย่างแร่แร์เอิร์ธ โดย ณ ปัจจุบันอยู่ภายใต้การปกครองของเดนมาร์ก ซึ่งส่งผลให้ความตึงเครียดระหว่างสองพันธมิตรนาโต (NATO) เพิ่มสูงขึ้น และก่อให้เกิดคำถามถึงเสถียรภาพของระบบพันธมิตรตะวันตก ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองในแง่ของความไม่มั่นคงทางการเมืองโลกระหว่าง NATO และ สหรัฐฯ – จีน ในอนาคต

ข้อพิพาทระหว่างจีน – ญี่ปุ่น ยังตึงเครียด

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จีนได้เพิ่มระดับความร้อนแรงต่อญี่ปุ่น ด้วยการสั่งแบนการส่งออกสินค้าทวิภาค (Dual-use) ที่อาจนำไปใช้ในกองทัพญี่ปุ่นทั้งหมด ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกจากจีนไปญี่ปุ่นถึง 40% นอกจากนี้จีนยังขู่ว่าจะคุมเข้มการส่งออกแร่หายากที่เป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นอีกด้วย โดยสืบเนื่องมาจากนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ได้แสดงความเห็นว่าญี่ปุ่นอาจส่งกองกำลังทหารหากจีนพยายามเข้ายึดครองไต้หวัน แม้จะถูกปักกิ่งเรียกร้องซ้ำหลายครั้งก็ตาม แต่ทว่าความตึงเครียดไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการค้าเท่านั้น กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นระบุเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ได้ประท้วงกรณีที่จีนปฏิบัติการแท่นขุดเจาะเคลื่อนที่ในน่านน้ำทะเลจีนตะวันออก ซึ่งเชื่อว่าเป็นการเตรียมการสำหรับแหล่งก๊าซใหม่ในพื้นที่ทับซ้อนกับญี่ปุ่น ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยังคงบานปลายอย่างต่อเนื่อง ญี่ปุ่นยังมีไพ่ตายในการตอบโต้ เนื่องจากญี่ปุ่นครองตลาด “โฟโตรีซิสต์” (Photoresist) ซึ่งเป็นสารเคมีสำคัญในการผลิตชิปขั้นสูงถึง 90% ซึ่งการระงับการส่งออกสิ่งนี้อาจทำลายความทะเยอทะยานด้านชิปของจีนได้

จากปัจจัยที่ได้กล่าวไปในข้างต้น อาจส่งผลให้ความตึงเครียดระหว่างจีน – ญี่ปุ่น ในประเด็นเรื่องไต้หวันจะยังคงคุกรุ่นต่อไป ตราบใดที่นางซานาอะ ทาคาอิจิ ยังคงไม่ถอดถอนคำพูดในกรณีเรื่องไต้หวันที่เป็นความละเอียดอ่อนของจีนในด้านการปกครอง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ กดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า

ต่อเนื่องมาจากวันที่ 11 ธ.ค. – 31 ธ.ค. เฟด / กระทรวงการคลังสหรัฐฯ / บัญชีออมทรัพย์ของกองทุน (Reverse Repurchase Agreement หรือ RRP) มียอดสะสมสุทธิ 47,917 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่เฟดได้รายงานตัวเลขสภาพคล่องล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ม.ค. – 7 ม.ค. ดังนี้ 1.เฟดดูดสภาพคล่องออกสุทธิ (-3,494) ล้านดอลลาร์ 2.กระทรวงการคลังอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ + 41,158 ล้านดอลลาร์ 3.บัญชีออมทรัพย์ของกองทุน (Reverse Repurchase Agreement หรือ RRP) ถูกดูดออกจากระบบเศรษฐกิจ (-2,062) ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้สภาพคล่องของเงินดอลลาร์ (Net Liquidity) = 35,602 ล้านดอลาร์ ทั้งนี้ หากรวมเอา Net Liquidity ทั้งหมดมารวมกันตั้งแต่วันที่ 11 ธ.ค. – 7 ม.ค. มารวมกัน จะมีสภาพคล่องสุทธิทั้งสิ้น 83,572 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจกระตุ้นให้ดอลลาร์อ่อนค่าจากอุปทานของเงินในระบบปรับตัวสูงขึ้นและทำให้เกิดเงินเฟ้อ และเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในยามที่เงินเฟ้อทรงตัวสูง

ตลาดยังคาดการณ์เกิน 80% ว่าเฟดอาจคงดอกเบี้ยในเดือน ม.ค. นี้

ตลาด CME Fed Watch ได้คาดการณ์ถึง 95.0% แล้วว่า เฟดอาจคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50% – 3.75% ในการประชุม FOMC วันที่ 27-28 ม.ค. สืบเนื่องมาจากการประชุม FOMC เมื่อวันที่ 8-9 ธ.ค. โดยเฟดได้มองการลดดอกเบี้ยเดือนธ.ค. เป็นการตัดสินใจที่ ‘สูสี’ และคณะกรรมการเฟดส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Federal Funds Rate) เพิ่มเติมน่าจะเป็นเรื่องเหมาะสม หากอัตราเงินเฟ้อลดลงตามเวลาที่คาดการณ์ไว้ โดยคณะกรรมการบางส่วนเสนอว่า ภายใต้มุมมองทางเศรษฐกิจ เป็นการเหมาะสมที่จะ “คงกรอบเป้าหมายไว้ที่ระดับเดิมเป็นระยะเวลาหนึ่ง (For some time)” หลังจากที่มีการปรับลดในการประชุมในเดือนธ.ค. เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ซึ่งเงินเฟ้อจะยังคงสูงในระยะใกล้ ก่อนที่จะค่อยๆ เคลื่อนตัวกลับสู่เป้าหมาย 2% โดยหลายคนคาดว่าผลกระทบของภาษีนำเข้า (Tariffs) ที่มีต่อเงินเฟ้อของสินค้าพื้นฐาน (Core goods) จะเป็นเพียงแค่เรื่องชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ตลาดได้คาดการณ์ตัวเลขเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงกว่า 2% ตามที่เฟดคาดเอาไว้ในระยะยาว โดยหากพิจารณาถึงดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลปกติ (Treasury constant maturities) อายุ 5 ปี และ 10 ปี ณ วันที่ 7 ม.ค. ที่ระดับ 3.70% และ 4.15% ตามลำดับ มาหักลบด้วยพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (Inflation indexed vectors) อายุ 5 ปี และ 10 ปี ณ วันที่ 7 ม.ค. ที่ระดับ 1.40% และ 1.88% ตามลำดับ จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในอีก 5 และ 10 ปีข้างหน้าตามที่ตลาดคาดการณ์จะอยู่ที่ 2.3%  และ 2.27% ตามลำดับ ซึ่งถือว่ายังสูงกว่าที่เฟดคาดการณ์ระยะยาวใน Dot Plot ที่ 1.8% เอาไว้มาก

จากปัจจัยข้างต้น อาจส่งผลให้ตลาดยังคงระมัดระวังอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่อาจกระตุ้นให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) กลับมาแข็งค่าได้อีกครั้งผ่านการคงดอกเบี้ย / ขึ้นดอกเบี้ยในภายหลัง หากเงินเฟ้อยังคงไม่เป็นไปตามเป้าหมายของเฟด ซึ่งอาจส่งผลให้ทองคำได้รับปัจจัยลบในทางพื้นฐาน

ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้

  • ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน / ทั่วไป เดือน ธ.ค. เทียบรายเดือน / รายปี
  • ดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน / ทั่วไป เดือนพ.ย. เทียบรายเดือน / รายปี
  • ยอดค้าปลีกพื้นฐาน / ทั่วไป เดือน พ.ย. เทียบรายเดือน และ ยอดค้าปลีกเดือน พ.ย. เทียบรายปี
  • จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

แนวโน้มราคาทอง

ราคาทองคำโลกในสัปดาห์นี้คาดว่าในทางเทคนิคยังคงทยอยฟื้นตัวขึ้น (Sideway Up) ในกรอบ Flag Pattern ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงภาวะ “ฟื้นตัวและรอเลือกทาง” หลังจากที่ตลาดได้รับรู้ถึงสถานการณ์ความตึงเครียดของเวเนซุเอลา, ความขัดแย้งระหว่างจีน – ญี่ปุ่น, การอัดฉีดเงินของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ รวมถึงคำตัดสินภาษีปธน.ทรัมป์ ส่งผลให้ในสัปดาห์นี้ หากปัจจัยดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่ อาจส่งผลให้ทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 4,655 และ 4,755 ดอลลาร์ ซึ่งอาจกระตุ้นแรงซื้อในตลาดทองคำได้รอบใหม่ อย่างไรก็ตาม หากตลาดยังคงกังวลคณะกรรมการเฟดโดยส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองนโยบายการเงินที่เข้มงวด และตลาดยังคงกังวลอัตราเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวสูง อาจทำให้ทองคำปรับตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญที่ 4,410 และ 4,310 ดอลลาร์ ซึ่งอาจกระตุ้นให้ตลาดมีการปรับฐานลงอย่างต่อเนื่องได้เช่นกัน

สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 66,500 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 66,000 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 68,300 บาท และ 68,800 บาท

image 109

ดาวน์โหลดเอกสาร

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

 
Cover 1000x670 02

Night Recap Gold Futures 30-01-2569

16:04 น.

 
Cover 1000x670 10

Night Recap Gold Spot 30-01-2569

15:51 น.

 
Cover 1000x670 01

Daily Recap Gold Futures 30-01-2569

09:08 น.

 
Cover 1000x670 09

Daily Recap Gold Spot 30-01-2569

09:00 น.

คำถามที่พบบ่อย

เกี่ยวกับเรา

พูดคุยกับเรา

พบเจอปัญหา หรือมีข้อสงสัย
ทักหาเราได้เลยที่นี่

เวลาทำการลูกค้าสัมพันธ์
จันทร์ - ศุกร์ 08.30 น. - 24.00 น.
เสาร์ - อาทิตย์ 08.30 น. - 17.30 น.

For the best experience, we recommend viewing the site in portrait orientation on mobile devices.

ไอคอน PDPA

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน กรุณาดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

You can choose your cookie settings by enabling/disabling cookies for each category as needed, except for necessary cookies.

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้เหล่านี้จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์ เช่น การรักษาการล็อกอินของผู้ใช้ การบันทึกสินค้าที่เพิ่มลงในรถเข็น และการบันทึกการตั้งค่าภาษา
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ เช่น จำนวนผู้เข้าชม, หน้าเว็บที่ได้รับความนิยม และพฤติกรรมการท่องเว็บ ซึ่งช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้การทำงานเพื่อจดจำการตั้งค่าผู้ใช้

    คุกกี้เหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ โดยจดจำการตั้งค่าที่ผู้ใช้เคยกำหนดไว้ เช่น ชื่อผู้ใช้, ภาษา, ภูมิภาค หรือการปรับแต่งเว็บไซต์ตามความต้องการ
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ของบุคคลที่สามเพื่อการวิเคราะห์และการตลาด

    คุกกี้เหล่านี้ถูกตั้งค่าโดยบุคคลที่สาม เช่น ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลหรือผู้ให้บริการโฆษณา และใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น การวิเคราะห์เว็บไซต์และการทำการตลาด
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้โฆษณาเพื่อแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจ

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อติดตามการใช้งานของผู้ใช้บนเว็บไซต์ต่าง ๆ และแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจของผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งมักจะใช้โดยเครือข่ายโฆษณาภายนอก
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึกการตั้งค่า