ธนาคารกลางออสเตรเลียปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 โดยเกิดขึ้นติดต่อกันในช่วงเวลา 2 เดือน นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความเสี่ยงเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากสงครามในอิหร่าน โดยในการประชุมวันที่ 17 มีนาคม ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินสด 0.25% สู่ระดับ 4.1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 10 เดือน และเป็นการลบล้างการปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้งจากทั้งหมด 3 ครั้งในปีก่อน อย่างไรก็ตาม ผลการลงมติเป็นไปอย่างสูสีมาก โดยมีกรรมการ 5 คนสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย และ 4 คนไม่เห็นด้วย สะท้อนว่าทิศทางการคุมเข้มนโยบายการเงินในระยะต่อไปยังมีความไม่แน่นอนสูง
การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญของธนาคารกลางทั่วโลก ขณะที่สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงและส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการกลับมาของเงินเฟ้อทั่วโลก โดยธนาคารกลางหลักอื่น ๆ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐและธนาคารกลางยุโรป มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในช่วงนี้
RBA ระบุว่า ความคาดหวังเงินเฟ้อระยะสั้นเริ่มปรับตัวสูงขึ้นแล้ว และความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงาน โดยเฉพาะเชื้อเพลิง ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหากยืนอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจะยิ่งกดดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้นอีก โดยคณะกรรมการประเมินว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะอยู่เหนือกรอบเป้าหมาย 2–3% ไปอีกระยะ และความเสี่ยงได้เอนเอียงไปในด้านขาขึ้นมากขึ้น
หลังการประกาศ ค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงเล็กน้อย 0.2% สู่ระดับ 0.7060 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 3 ปีปรับลดลง 7 จุด เหลือ 4.509% เนื่องจากตลาดมองว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไปอาจไม่เกิดขึ้นง่าย โดยความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนพฤษภาคมถูกปรับลดลงเหลือประมาณ 30% นักเศรษฐศาสตร์มองว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์อิหร่านเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คณะกรรมการมีความเห็นแตกต่างกัน เนื่องจากความขัดแย้งดังกล่าวมีความเสี่ยงทั้งด้านบวกและลบต่อเศรษฐกิจ
ก่อนหน้านี้ RBA ดำเนินนโยบายการเงินแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ โดยให้ความสำคัญกับการรักษาความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 4.35% เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2023 และคงดอกเบี้ยสูงไปจนถึงเดือนธันวาคม 2024 ก่อนจะปรับลดลง 3 ครั้งสู่ระดับ 3.6% อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวทำให้เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี ส่งผลให้ RBA ต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง
ข้อมูลล่าสุดสะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ โดยเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) อยู่ที่ 3.8% ในเดือนมกราคม ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นสู่ 3.4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 16 เดือน และยังเคลื่อนไหวในทิศทางที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย ด้านตลาดแรงงานยังคงตึงตัว โดยอัตราการว่างงานอยู่ที่ระดับต่ำใกล้ประวัติการณ์ที่ 4.1% ขณะที่เศรษฐกิจขยายตัว 2.6% ในไตรมาส 4 เมื่อเทียบรายปี ซึ่งสูงกว่าศักยภาพที่ RBA ประเมินไว้ที่ 2% อย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ จากสถานการณ์สงครามที่ยังไม่มีแนวโน้มยุติ และราคาน้ำมันที่ทรงตัวเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนอยู่ในถ้อยแถลงของ RBA ที่ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นส่วนหนึ่งมาจากความคาดหวังต่อแนวโน้มนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ทั้งในออสเตรเลียและประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ เพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันเงินเฟ้อจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ การคาดการณ์ล่าสุดของ RBA เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ยังประเมินว่าเงินเฟ้อทั่วไปอาจเพิ่มขึ้นแตะ 4.2% ภายในกลางปี ก่อนที่สงครามจะยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันด้านราคาพลังงาน ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคได้รับผลกระทบเชิงลบ โดยผลสำรวจล่าสุดชี้ว่าความเชื่อมั่นลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นการล็อกดาวน์จากโควิด-19 ในปี 2020
ที่มา : Reuters
ภาพ : Bloomberg









