ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้นอย่างมากในการซื้อขายเช้านี้ (12 มี.ค.) ที่ในตลาดเอเชีย หลังมีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันระหว่างประเทศ 2 ลำถูกโจมตีในน่านน้ำอิรัก ส่งผลให้ตลาดมีความวิตกเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทานจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งยังไม่แสดงสัญญาณว่าจะคลี่คลาย ขณะที่ความขัดแย้งย่างเข้าสู่วันที่ 13 ติดต่อกัน
ณ เวลา 7.40 น. ตามเวลาไทย สัญญาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้น 6.15 ดอลลาร์ หรือ 7.05% สู่ระดับ 93.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
รายงานของสื่อระบุว่า การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นในบริเวณอ่าวเปอร์เซียตอนเหนือ ใกล้กับอิรักและคูเวต โดยภาพเหตุการณ์ที่เผยแพร่ทางออนไลน์แสดงให้เห็นเรือบรรทุกน้ำมันถูกเปลวไฟลุกไหม้ ขณะที่สื่อของอิรักระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นฝีมือของอิหร่าน
เหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันทำให้เกิดความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน โดยเฉพาะหลังจากอิหร่านเตือนว่าจะไม่อนุญาตให้น้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก และเป็นเส้นทางที่มีสัดส่วนการขนส่งน้ำมันประมาณ 20% ของอุปทานทั่วโลก โดยอิหร่านได้ปิดกั้นเส้นทางดังกล่าวตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์นี้
แม้ว่าความกังวลเกี่ยวกับอุปทานจะยังคงกดดันตลาด แต่ราคาน้ำมันยังไม่กลับขึ้นไปแตะระดับสูงสุดของสัปดาห์ เนื่องจากหลายประเทศเริ่มดำเนินมาตรการเพื่อลดความเสี่ยงด้านอุปทาน โดยมีรายงานว่า ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) กำลังเตรียมระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์จำนวน 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นการดำเนินการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ขององค์กร
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุเมื่อวันพุธ (11 มี.ค.) ว่า สหรัฐฯจะระบายน้ำมันจำนวน 172 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อช่วยจำกัดผลกระทบด้านพลังงานจากสงครามอิหร่าน
ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นสัปดาห์ ราคาน้ำมันได้พุ่งขึ้นสูงเกือบแตะระดับ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานของโลก
อย่างไรก็ดี แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวหลายครั้งในสัปดาห์นี้ว่าสงครามใกล้จะยุติลง แต่สถานการณ์ความขัดแย้งยังไม่แสดงสัญญาณว่าจะคลี่คลายลงในระยะใกล้
ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์
ภาพ : economymiddleeast








