รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันที่ 17–18 มีนาคม ระบุว่า เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายจำนวนเพิ่มขึ้นเริ่มมองว่า อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% โดยเฉพาะจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เกิดจากสงครามระหว่างสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่าน
รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่บางส่วนเห็นว่า ควรส่งสัญญาณเชิงนโยบายแบบ “สองทิศทาง” ในแถลงการณ์หลังการประชุม ซึ่งสะท้อนความเป็นไปได้ที่เฟดอาจปรับขึ้นหรือลดดอกเบี้ยในอนาคต หากเงินเฟ้อยังไม่กลับเข้าสู่เป้าหมาย
แม้เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยมาตั้งแต่ปี 2024 และยังคงรักษาน้ำหนักไปทางการผ่อนคลายนโยบายในการประชุมเดือนมีนาคม แต่รายงานครั้งนี้สะท้อนว่ามีเจ้าหน้าที่จำนวนมากขึ้นที่เปิดรับความเป็นไปได้ของการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น เมื่อเทียบกับการประชุมเดือนมกราคม
หลังการปะทุของสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่จำนวนมากแสดงความกังวลว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจทำให้เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาด ขณะที่บางส่วนกังวลว่า ความคาดหวังเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้น และเงินเฟ้อทั่วไปอาจส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อพื้นฐาน
เฟดยังเตือนว่า หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มจะถูกส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อพื้นฐานมากขึ้น และหลังจากที่เงินเฟ้อสูงเกินเป้ามาหลายปี ความคาดหวังเงินเฟ้อระยะยาวอาจไวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาพลังงานมากขึ้น ส่งผลให้ความคืบหน้าในการควบคุมเงินเฟ้ออาจชะลอลง และความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะอยู่สูงต่อเนื่องเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงินไม่ได้ตอบสนองในเชิงลบต่อสัญญาณเข้มงวดดังกล่าว โดยตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นจากความหวังว่าความขัดแย้งในอิหร่านจะคลี่คลาย ขณะที่ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยปรับลดคาดการณ์การลดดอกเบี้ยลงเล็กน้อย แต่ยังแทบไม่ให้น้ำหนักต่อโอกาสการขึ้นดอกเบี้ย
ในการประชุมดังกล่าว เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50%–3.75% พร้อมยอมรับว่าความไม่แน่นอนจากสงครามได้เพิ่มความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ
แม้ความเสี่ยงเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น แต่เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ยังคงมองว่าการปรับลดดอกเบี้ยยังเป็นแนวโน้มหลัก โดยเห็นว่าสงครามที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลางอาจกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน ทำให้จำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายมากขึ้นในระยะต่อไป เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะลดกำลังซื้อของครัวเรือน ตึงตัวสภาพคล่องทางการเงิน และกดดันเศรษฐกิจโลก
รายงานยังระบุว่า สงครามได้สร้างความไม่แน่นอนอย่างมากต่อทิศทางเศรษฐกิจ โดยราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นกว่า 50% และการหยุดชะงักของการขนส่งทั่วโลก ทำให้เฟดต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านเงินเฟ้อและการจ้างงาน
ทั้งนี้ เฟดส่งสัญญาณว่าจะยังไม่ปรับเปลี่ยนนโยบายจนกว่าจะเห็นชัดเจนว่า ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อหรือการชะลอตัวของตลาดแรงงานมีน้ำหนักมากกว่ากัน โดยประมาณการเศรษฐกิจล่าสุดชี้ว่า เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะที่อัตราการว่างงานแทบไม่เปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่เฟดยังประเมินว่า มีความเสี่ยงที่การเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานจะอ่อนแอลง ขณะที่เงินเฟ้ออาจสูงกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ โดยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง นโยบายภาครัฐ และการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในระบบเศรษฐกิจ
ท้ายที่สุด เฟดเตือนว่า ภายใต้สถานการณ์ที่เงินเฟ้ออยู่เหนือเป้าหมายมาตั้งแต่ปี 2021 ความเสี่ยงสำคัญคือเงินเฟ้ออาจยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยท้าทายต่อการดำเนินนโยบายในระยะข้างหน้า
ที่มา : Reuters








