Gold Bullish
- เฟด / กระทรวงการคลังสหรัฐฯ กำลังกระตุ้นให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า
- สภาทองคำโลกชี้ ทองอาจขึ้นต่อ 5-15% ในปี 2026
- ปธน.ทรัมป์ชี้ ประธานเฟดคนใหม่ต้องลดดอกเบี้ยทันที
Gold Bearish
- ประธานเฟดคนใหม่อาจกระตุ้นความไม่แน่นอนของเฟด
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้น จากการที่การรายงานงบดุลเฟด ได้เผยถึงสภาพคล่องของเงินดอลลาร์ในระบบที่เพิ่มตัวสูงขึ้น ในขณะที่แนวโน้มของประธานเฟดคนใหม่ต้องลดดอกเบี้ยหลังทรัมป์แต่งตั้งในเร็วๆนี้ และแนวโน้มจากการคาดการณ์ของสภาทองคำโลกที่ได้คาดการณ์ว่าทองโลกจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
เฟด / กระทรวงการคลังสหรัฐฯ กำลังทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า
เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ได้ประกาศนโยบายการเงินผ่อนคลาย (QE) เดือนละ 40,000 ล้านดอลลาร์ โดยเริ่มต้นเมื่อวันศุกร์ที่ 12 ธ.ค. ส่งผลให้ ณ ปัจจุบัน งบดุลของเฟดในช่วงวันที่ 18-24 ธ.ค. มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ ซึ่งมีผลต่อการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์และเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ ดังนี้
- U.S. Treasury securities หรือ งบดุลพันธบัตรของเฟด (โดยหลังจากที่พาวเวลประกาศซื้อพันธบัตร เฟดได้ทำการซื้อพันธบัตรจากธนาคารพาณิชย์ และธนาคารพาณิชย์ก็นำเอาเงินที่ได้จากการขายพันธบัตรให้เฟดไปปล่อยกู้ต่อในช่วงที่เฟดลดดอกเบี้ย เพื่อให้ธนาคารปล่อยกู้ได้ง่ายขึ้นและทำให้เงินดอลลาร์ในระบบเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นบวกกับทอง) โดยเฟดได้มีการซื้อพันธบัตรคืนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12,000 ล้านดอลลาร์ โดยประมาณการ เมื่อหักลบกับส่วนอื่นๆแล้ว งบดุลบัญชีเฟดโดยรวมเพื่มขึ้นเฉลี่ย 6,619,729 ล้านดอลลาร์
- Reverse repurchase agreements (RRP) หรือ การฝากเงินออกทรัพย์ข้ามคืนโดยได้ดอกเบี้ยแบบฉับพลัน (ประชาชนฝากเงินแบบนี้ไม่ได้) ได้ลดลงจำนวน 5,561 ล้านดอลลาร์ รวมสุทธิเหลือ 4,800 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเมื่อเงินดอลลาร์ไหลออกจาก RRP ทำให้เงินดอลลาร์ในระบบเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่า เป็นปัจจัยบวกกับทอง
- U.S. Treasury, General Account หรือ เงินฝากที่กระทรวงการคลังฝากไว้กับเฟดลดลง 36,978 ล้านดอลลาร์ รวมสุทธิเป็น 824,439 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเมื่อกระทรวงการคลังถอนออกมาจากเฟด อาจส่งผลให้เงินดอลลาร์สะพัดในระบบเศรษฐกิจมากขึ้นผ่านการใช้จ่ายภาครัฐฯ เป็นบวกกับทองคำ
จากทั้ง 3 ข้อข้างต้น สามารถสรุปออกมาทั้งหมดได้ว่า ยอดสภาพคล่องสุทธิโดยรวม (Net Liquidity) ของสหรัฐฯ ตั้งแต่วันที่ 18-24 ธ.ค. คือ เฟดอัดฉีดสินทรัพย์สุทธิ 12,000 ล้านดอลลาร์ + กระทรวงการคลังอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ 36,978 ล้านดอลลาร์ + RRP ปล่อยเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 36,978 ล้านดอลลาร์ = 54,539 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหากปริมาณเงินและสภาพคล่องของดอลลาร์ยังไหลออกมาสู่ระบบเศรษฐกิจต่อเนื่องอยู่เช่นนี้ อาจส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่า และเป็นบวกกับทองคำ อีกทั้งรายงานโครงสร้างงบดุลของเฟดจะมีการรายงานอีกครั้งในวันศุกร์หน้า ทำให้ตลาดยังคงต้องติดตามต่อไปว่า สภาพคล่องของดอลลาร์จะเพิ่มขึ้นและกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าเพิ่มเติมขึ้นอีกหรือไม่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ได้กล่าวไปข้างต้นคือปัจจัยหลักทางด้านอุปทานในการควบคุมปริมาณเงินดอลลาร์ในระบบ ไม่ใช่อุปสงค์ของเงินดอลลาร์ที่มีความต้องการทั่วโลก แต่หากเมื่อใดที่ Net Liquidity ติดลบติดต่อกันหลายสัปดาห์ อาจส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยรวมขาดสภาพคล่องทางการเงิน และตามมาด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้เลยทีเดียว
สภาทองคำโลกชี้ ทองอาจขึ้นต่อ 5-15% ในปี 2026
สภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่า การใช้จ่ายทางการคลังที่เพิ่มขึ้น อุปสงค์จากธนาคารกลาง และอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง อาจช่วยหนุนราคาให้พุ่งขึ้นได้อีก 5%-15% ในปีหน้า โดยนายโจ คาวาโทนี (Joe Cavatoni) นักยุทธศาสตร์การตลาดอาวุโสจากสภาทองคำโลก ได้กล่าวถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงและอัตราดอกเบี้ยยังคงลดลง จะส่งผลให้ทองคำอาจเห็นการปรับตัวขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะยังคงเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงสัปดาห์หน้าและสัปดาห์ต่อๆไป จากการที่ตัวเลข Dot Plot ของเฟดในการประชุม FOMC เมื่อวันที่ 9-10 ธ.ค. ได้ชี้ว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ย 0.25% อีก 1 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม นายไมค์ แมคโกลน (Mike McGlone) นักยุทธศาสตร์อาวุโสด้านสินค้าโภคภัณฑ์จาก Bloomberg Intelligence ได้กล่าวว่า การพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของทั้งทองคำสามารถไปถึง 5,000 ดอลลาร์ได้ไม่ยาก แต่ราคาทองคำก็สามารถลงมาที่ 3,500 ดอลลาร์ได้เช่นกัน นั่นคือช่วงราคาปกติเมื่อตลาดเกิดภาวะตึงตัว (Stretched) โดยอ้างอิงถึงราคาทองคำพุ่งทะยานในปี 1979 และทำราคาสูงสุดในปี 1980 หลังจากนั้นราคากลับ ดิ่งลงมากกว่า 50% ภายในปี 1982 ทำให้แมคโกลนเน้นย้ำว่าต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
ปธน.ทรัมป์ชี้ ประธานเฟดคนใหม่ต้องลดดอกเบี้ยทันที
ปธน.ทรัมป์ กำลังจะมีการประกาศรายชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานเฟดแทนที่นายเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งจะหมดวาระในเดือนพฤษภาคมปี 2026 ในเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นการเพิ่มความคาดหวังให้กับตลาดว่าการแต่ตั้งประธานเฟดคนใหม่ภายใต้นโยบายแบบผ่อนคลาย (Dovish) และนโยบายเศรษฐกิจแบบ “Run-it-hot” หรือก็คือ การปล่อยให้เศรษฐกิจเติบโตสูงแม้เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจช่วยผลักดันราคาทองคำให้สูงขึ้น โดยเมื่อวันอังคารที่ 23 ธ.ค. ปธน.ทรัมป์ ได้กล่าวว่า ตนต้องการให้ประธานเฟดคนใหม่มีความพยายามที่จะลดอัตราดอกเบี้ย และใครก็ตามที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังหล่าว จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานเฟด ทั้งนี้ สาเหตุที่ปธน.ทรัมป์ได้มีการกดดันให้ลดดอกเบี้ย เนื่องจากแรงกดดันทางการเมืองที่มากขึ้นเรื่อยๆ ในการแก้ไขข้อกังวลของประชาชนเกี่ยวกับความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัย โดยทรัมป์ได้กล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงอาจช่วยตลาดที่อยู่อาศัยได้ โดยเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ปธน.ทรัมป์ ได้กล่าวว่าตนได้คัดเลือกรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานเฟดเหลือเพียง 3-4 คน และคาดว่าจะประกาศภายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้าทำให้ยังคงต้องจับตาประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ นายวิลเมอร์ สติธ (Wilmer Stith) ผู้จัดการพอร์ตพันธบัตรจาก Wilmington Trust ได้คาดการณ์ว่า เฟดอาจมีการลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในช่วงม.ค.-พ.ค. แต่เฟดอาจลดดอกเบี้ยมากถึง 2-3 ครั้งในช่วงครึ่งปีหลังปี 2026 หลังจากได้ประธานเฟดคนใหม่ เนื่องจากเฟดได้เริ่มมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐฯ มากขึ้นกว่าเดิม
ประธานเฟดคนใหม่อาจกระตุ้นความไม่แน่นอนของเฟด
นายแมทธิว ลุซเซตติ (Matthew Luzzetti) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐฯ จาก Deutsche Bank ได้กล่าวว่า นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด สามารถสร้างฉันทามติท่ามกลางธนาคารกลางที่แตกแยกเพื่อปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ 3 ครั้งในปีนี้ แต่ทว่าประธานเฟดคนใหม่อาจพบว่าการสร้างฉันทามติทำได้ยากลำบากกว่า หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงแต่ในฝั่งของตลาดแรงงานยังคงอ่อนแอ เนื่องจากในการประชุม FOMC เมื่อวันที่ 9-10 ธ.ค. ประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์ / ดัลลัส ซึ่งทั้งคู่จะมีสิทธิออกเสียงในปี 2026 ต่างกังวลว่าเงินเฟ้ออาจจะยืดเยื้อและทรงตัวอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คิด นอกจากนี้ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก ยังปฏิเสธที่จะบอกว่าเฟดจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยมองไปที่การประชุม FOMC ในวันที่ 27-28 มกราคมว่ายังคงต้องรอดูตัวเลขทางเศรษฐกิจและ ณ ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินใจ และความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับไปสู่เป้าหมาย 2% ของเฟดยังคงมีความสำคัญ โดยไม่สร้างความเสี่ยงต่อตลาดแรงงานที่ ณ ปัจจุบันชะลอตัวลง และความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อลดลงเล็กน้อย
จากปัจจัยที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ส่งผลให้ตลาด CME FedWatch ได้ปรับคาดการณ์เพื่อขึ้นต่อเนื่อง สู่ระดับ 82.3% แล้วว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ย 3.75%-3.50% ในเดือนม.ค. 2026 ในขณะที่ตลาดคาดการณ์เพียง 17.7% เท่านั้นว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ย 0.25%
ตัวเลขเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ที่ต้องติดตาม
- จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
- การจ้างงานนอกภาคเกษตรรายสัปดาห์จาก ADP
- ยอดขายบ้านที่รอการปิดการขายเทียบรายเดือน พ.ย.
แนวโน้มราคาทอง
ราคาทองคำโลกในสัปดาห์นี้คาดว่าในทางเทคนิคได้เข้าอยู่ระยะขาขึ้นตามกรอบ Expanding Triangle โดยมีปัจจัยหนุนทางด้านสภาพคล่องของเงินดอลลาร์(Net Liquidity) ที่สูงขึ้น, แนวโน้มของประธานเฟดคนใหม่ต้องลดดอกเบี้ยหลังทรัมป์แต่งตั้งในเร็วๆนี้ และแนวโน้มจากการคาดการณ์ของสภาทองคำโลก ส่งผลให้ในสัปดาห์นี้ หากปัจจัยดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่ อาจส่งผลให้ทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 4,670 และ 4,770 ดอลลาร์ ซึ่งอาจกระตุ้นแรงซื้อในตลาดทองคำให้ทำ All Time High อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หากตลาดยังคงจับตาความไม่แน่นอนในคณะกรรมการเฟด นำโดยประธานเฟดสาขานิวยอร์ก / คลีฟแลนด์ และดัลลัส รวมถึงการที่ตลาด CME ยังคงคาดการณ์ว่าเฟดจะยังคงดอกเบี้ยในเดือน ม.ค. อาจทำให้ทองคำปรับตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญที่ 4,370 และ 4,270 ดอลลาร์ ซึ่งอาจกระตุ้นให้ตลาดมีการปรับฐานลงระยะสั้น
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 65,600 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 65,100 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 67,500 บาท และ 68,000 บาท









