Gold Bullish
- สงครามภูมิรัฐศาสตร์ (กรีนแลนด์ และ อิหร่าน)
- ปธน.ทรัมป์ เตรียมเผยประธานเฟดคนใหม่เร็วที่สุดในสัปดาห์นี้
Gold Bearish
- “รุกแรง รับเร็ว” ทรัมป์จ้องยึดกรีนแลนด์ ก่อนชะลอลงภายหลัง
- ประชุม FOMC สัปดาห์นี้ เฟดอาจ “คง” ดอกเบี้ย
- ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ อาจยกฟ้องคดีนางลิซ่า คุก ผู้ว่าเฟด
- กระทรวงการคลังสหรัฐฯ / RRP กำลังลดสภาพคล่องให้ดอลลาร์แข็งค่า
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้น จากการที่สหรัฐฯ อาจติดตั้งขีปนาวุธ / ทำเหมืองในกรีนแลนด์ ซึ่งเพิ่มความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ในขณะที่ปธน.ทรัมป์มีแนวโน้มประกาศรายชื่อประธานเฟดคนใหม่ในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
ภูมิรัฐศาสตร์เดือดอีกระลอก เมื่อกองเรือสหรัฐฯ ขยับสู่ตะวันออกกลาง
บรรยากาศความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังกลับมาอยู่ในสายตาของตลาดโลกอีกครั้ง หลังมีกระแสข่าวการเคลื่อนกำลังของกองเรือรบสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ มุ่งหน้าสู่ตะวันออกกลาง นำโดยกองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ซึ่งสื่อหลายสำนักรายงานว่าขณะนี้กำลังปฏิบัติการอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย แม้เพนตากอนจะยังไม่ยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกมองว่าเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่ตลาดไม่อาจมองข้าม
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ออกมาเตือนอิหร่านอย่างชัดเจนว่า วอชิงตันกำลังจับตาสถานการณ์ภายในประเทศอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำว่าการส่งกองเรือรบเป็นการ “เตรียมพร้อมไว้ก่อน” ท่ามกลางความไม่สงบในอิหร่านที่ปะทุจากวิกฤตเศรษฐกิจ เงินสกุลท้องถิ่นอ่อนค่ารุนแรง และลุกลามเป็นการประท้วงทางการเมืองที่มีความรุนแรงสูง
ทางการเตหะรานระบุว่า เหตุปะทะที่ผ่านมาได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 3,000 ราย และกล่าวหาสหรัฐฯ กับอิสราเอลว่าอยู่เบื้องหลังการแทรกแซง รวมถึงการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธจากต่างประเทศ ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังมีรายงานเสริมกำลังทางอากาศในภูมิภาค ทั้งเครื่องบินรบและเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน
ปธน.ทรัมป์ เตรียมเผยประธานเฟดคนใหม่เร็วที่สุดในสัปดาห์นี้
นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐฯ ได้กล่าวว่า ปธน.ทรัมป์ อาจประกาศรายชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ เร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้ โดยมี 4 แคนดิเดตสุดท้ายที่เบสเซนต์ให้คำนิยามว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่ยอดเยี่ยม ประกอบด้วย ริค รีเดอร์ (Rick Rieder) หัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุนจาก BlackRock, นายเควิน แฮสเซตต์ (Kevin Hassett) ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ, นายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ (Christopher Waller) ผู้ว่าการเฟดคนปัจจุบัน และ นายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) อดีตผู้ว่าการเฟด ทั้งนี้ นายเควิน แฮสเซตต์ ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่ง แต่ล่าสุดปธน.ทรัมป์ได้แสดงท่าทีลังเลที่จะเสนอชื่อแฮสเซตต์ เนื่องจากต้องการเก็บเอาไว้ในตำแหน่งเดิมเพื่อทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ทรงพลังของรัฐบาลต่อไป ส่งผลให้ในขณะนี้ ตลาดได้คาดการณ์ว่านายเควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการเฟด อาจเป็นประธานเฟดคนต่อไปถึง 51% และนายริค รีเดอร์ มีโอกาสถึง 26% ซึ่งไม่ว่าใครจะมาเป็นประธานเฟดคนใหม่ก็ตาม ปธน.ทรัมป์ยังคงมุ่งมั่นที่จะสรรหาประธานเฟดคนใหม่ที่เป็นสายพิราบ (ลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง) ซึ่งอาจส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า และเป็นปัจจัยบวกกับทองในท้ายที่สุด
ประชุม FOMC สัปดาห์นี้ เฟดอาจ “คง”ดอกเบี้ย
ในการประชุม FOMC วันที่ 27-28 ม.ค. นี้ จะเป็นการประชุม FOMC ครั้งแรกของปี 2026 โดยตลาด CME FedWatch tool ได้คาดการณ์ถึง 95% แล้วว่า เฟดอาจคงดอกเบี้ยในการประชุม FOMC วันที่ 27-28 ม.ค. นี้ ในขณะที่ก่อนหน้านี้ ประธานเฟดสาขาฟิลาเดเฟีย / มินนิอาโปลิสได้ออกมากล่าวเมื่อวันที่ 14 และ 15 ม.ค. ตามลำดับ โดยกล่าวว่า หากอัตราเงินเฟ้อสามารถลงมาสู่ 2% ได้อย่างมีเสถียรภาพ อาจเป็นปัจจัยให้เฟดสามารถลดดอกเบี้ยในภายหลังเพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพของตลาดแรงงาน ขณะเดียวกัน นายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก แสดงความเห็นเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2026 โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะแตะจุดสูงสุดในช่วงครึ่งปีแรกก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 2.5% ในช่วงปลายปี โดยประธานเฟดนิวยอร์กมองว่าผลกระทบจากภาษีนำเข้าจะเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว (One-off effects) ที่จะเกิดขึ้นเพียงในปีนี้เท่านั้น และมองว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันที่ 3.5% – 3.75% อยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว ทั้งนี้ หากพิจารณาถึงอัตราดอกเบี้ยพันธบัตร (Treasury constant maturities) อายุ 10 ปี ณ วันที่ 21 ม.ค. จะอยู่ที่ 4.26% มาหักลบกับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรหลักหักเงินเฟ้อ (Inflation indexed) อายุ 10 ปี ณ วันที่ 12 ม.ค. จะอยู่ที่ 1.92% จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อที่ตลาดคาดการณ์ในอีก 10 ปีจะยังคงอยู่ที่ 2.34% ซึ่งถือว่ายังอยู่สูงกว่าเงินเฟ้อที่เฟดคาดการณ์ (Dot Plot) อยู่ที่ 1.8% เอาไว้มาก อีกทั้งตัวชี้วัดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอันเกิดจากอัตราการว่างงาน (Sahm Rule Recession) ณ เดือนธ.ค. ยังอยู่ที่ 0.35 หน่วย (หากทะลุ 0.50 เสี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย) จึงอาจส่งผลให้เฟดยังคงเลือกที่จะตรึงดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีแรก เพื่อติดตามดูทิศทางอัตราเงินเฟ้อและเสถียรภาพตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิดก่อนที่จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
“รุกแรง รับเร็ว” ทรัมป์จ้องยึดกรีนแลนด์ ก่อนชะลอลงภายหลัง
เมื่อวันจันทร์ที่ 19 ม.ค. คำขู่เรื่องภาษีศุลกากรครั้งใหม่ของปธน.ทรัมป์ ต่อพันธมิตรยุโรป ได้กระตุ้นให้เกิดความตื่นตระหนกที่เรียกว่า Sell America โดยสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 17 ม.ค. ปธน.ทรัมป์ ได้ยกระดับความกดดันในการเข้ายึดครอง “กรีนแลนด์” จนนำไปสู่ความกังวลเรื่องสงครามการค้าครั้งใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรยุโรป โดยหลังจากปธน.ทรัมป์ประกาศมาตรการตอบโต้ด้วยการเตรียมเก็บภาษีนำเข้า (Tariffs) ต่อ 8 ประเทศในยุโรปที่คัดค้านแผนการฮุบกรีนแลนด์ ซึ่งรวมถึงมหาอำนาจอย่าง ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร โดยมาตรการภาษีเริ่มต้นที่ 10% จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.พ. นี้ และจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 25% ในเดือนมิ.ย. ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ในช่วงที่ 20 ม.ค. นางเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวในสุนทรพจน์ในงาน World Economic Forum (WEF) ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า “การตอบโต้ของกลุ่มสมาชิกจะเป็นไปอย่างไม่หวั่นเกรง เป็นเอกภาพ และมีสัดส่วนที่เหมาะสม”
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ในงาน WEF ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวว่า ตนจะไม่ใช้กำลังทหารเพื่อเข้าควบคุมกรีนแลนด์ และตนมีความเคารพอย่างยิ่งต่อประชาชนชาวกรีนแลนด์และชาวเดนมาร์ก อีกทั้งปธน.ทรัมป์โพสต์ข้อความบนทรูธโซเชียล (Truth Social) ว่า ตนและนายมาร์ก รุตเตอ เลขาธิการ NATO ได้ร่วมกันจัดทำกรอบข้อตกลงในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับกรีนแลนด์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมระบุว่า ผลการเจรจาร่วมกับเลขาธิการ NATO ในครั้งนี้ ทำให้ปธน.ทรัมป์ตัดสินใจที่จะไม่ดำเนินการเรียกเก็บภาษีศุลกากรจาก 8 ประเทศในยุโรป ซึ่งเดิมมีกำหนดจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.พ. ซึ่งส่งผลให้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ – EU ทุเลาลง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปธน.ทรัมป์จะถอยจากคำเตือนที่จะจัดเก็บภาษีศุลกากรต่อ EU แต่ข้อตกลงที่ช่วยคลี่คลายวิกฤตการณ์กรีนแลนด์กลับมีเงื่อนไขเรื่องการประจำการขีปนาวุธของสหรัฐฯ บนเกาะกรีนแลนด์ รวมถึงสิทธิในการทำเหมืองและการเพิ่มกำลังด้านความมั่นคงของ NATO ด้วย ซึ่งอาจยังคงทำให้ความตึงเครียดจะยังคงอยู่ต่อไป เป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ / RRP กำลังลดสภาพคล่องให้ดอลลาร์แข็งค่า
ต่อเนื่องมาจากวันที่ 11 ธ.ค. – 14 ม.ค. เฟด / กระทรวงการคลังสหรัฐฯ / บัญชีออมทรัพย์ของกองทุน (Reverse Repurchase Agreement หรือ RRP) มียอดสะสมสภาพคล่องสุทธิ 125,920 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่เฟดได้รายงานตัวเลขสภาพคล่องล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ม.ค. – 21 ม.ค. ดังนี้ 1.เฟดดูดสภาพคล่องออกสุทธิ (-540) ล้านดอลลาร์ 2.กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ฝากเงินเข้าเฟดมากขึ้น(ส่งผลให้เงินดอลลาร์ในระบบลดลง) 90,086 ล้านดอลลาร์ 3.บัญชีออมทรัพย์ของกองทุน (Reverse Repurchase Agreement หรือ RRP) อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 4,187 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้สภาพคล่องของเงินดอลลาร์ (Net Liquidity) = -86,439 ล้านดอลาร์ ทั้งนี้ หากรวมเอา Net Liquidity ทั้งหมดมารวมกันตั้งแต่วันที่ 11 ธ.ค. – 21 ม.ค. มารวมกัน จะมีสภาพคล่องสุทธิทั้งสิ้น 39,481 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจกระตุ้นให้ดอลลาร์อ่อนค่าจากอุปทานของเงินในระบบปรับตัวสูงขึ้นอาจก่อให้เกิดเงินเฟ้อ และเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในยามที่เงินเฟ้อทรงตัวสูง
อย่างไรก็ตาม กระแส Sell America อันมีจุดเริ่มต้นจากประเด็นที่ปธน.ทรัมป์พยายามจะเข้ายึดกรีนแลนด์ได้ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนายอันเดอร์ส เชลเดอ (Anders Schelde) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Akademiker Pension ซึ่งเป็นกองทุนบำเหน็จบำนาญของเดนมาร์ก ได้กล่าวว่ากำลังถอนตัวจากการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เนื่องจากความกังวลด้านการเงิน ในขณะที่เดนมาร์กกำลังมีข้อพิพาทกับปธน. ทรัมป์ เกี่ยวกับคำขู่ที่จะเข้ายึดครองกรีนแลนด์ โดยในปัจจุบันกองทุนมีสถานะการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 100 ล้านดอลลาร์ และมีแผนที่จะถอนตัวจากการถือครองดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือน ม.ค. นี้
จากปัจจัยข้างต้น อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการกระตุ้นให้นานาประเทศเริ่มไม่ไว้ใจในการถือครองดอลลาร์หรือทรัพย์สินสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า ตามกระแส Sell America นั่นเอง
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้
- การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) / การแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ
- จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
- ดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน / ทั่วไปเดือนธ.ค. เทียบรายเดือน / รายปี- ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐาน / ทั่วไป เดือนพ.ย.
- ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย CB เดือนม.ค.
แนวโน้มราคาทอง
ราคาทองคำโลกในสัปดาห์นี้ระยะขาขึ้นเต็มตัว (Classic Bullish) จากปัจจัยบวกทางด้านความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ภายใน NATO ระหว่างสหรัฐฯ – กรีนแลนด์ – EU และการประกาศรายชื่อผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานเฟดสายลดดอกเบี้ย (Dovish) ในสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจทำให้ทองคำปรับตัว-ขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 5,100 และ 5,200 ดอลลาร์ ซึ่งอาจกระตุ้นให้ตลาดมีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หากตลาดเริ่มจับตาท่าทีดอกเบี้ยของเฟดและถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ที่ยังคงมีมุมมองในการคงดอกเบี้ย, ความเป็นอิสระของเฟดที่เพิ่มขึ้น, สภาพคล่องของดอลลาร์ที่ตึงตัว และความตึงเครียดกรีนแลนด์เริ่มชะลอลง อาจส่งผลให้ทองคำปรับตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญที่ 4,880 และ 4,780 ดอลลาร์ ซึ่งอาจกระตุ้นแรงขายในตลาดทองคำได้รอบใหม่ได้เช่นกัน
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 72,450 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 71,600 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 74,100 บาท และ 75,200 บาท









