Gold Bullish
- สงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน มีแนวโน้มยุติ
- IEA-IMF นัดถกวิกฤตพลังงาน
Gold Bearish
- ติดตามตัวเลขผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
- ติดตามการแถลงการณ์ของกรรมการเฟดทั้ง 5 คน
- Dr. Doom คาดการณ์สงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน ยังไม่จบ
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้นจากการที่เมื่อเช้าวันพุธที่ 8 เม.ย. ตามเวลาไทย ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ได้มีการประกาศชะลอการโจมตีอิหร่านเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ในขณะที่อิหร่านได้มีการยื่นข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ 10 ข้อ โดยในแต่ละหัวข้อได้เน้นไปยังประเด็นเรื่องการยุติการโจมตีของสหรัฐฯ / อิสราเอล ต้องหยุดลงอย่างถาวร , รับรองสิทธิในการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ , การเก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ 2 ล้านดอลลาร์ และการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
เจราจาครั้งประวัติศาสตร์ สหรัฐฯ-อิหร่าน กว่า 21 ชั่วโมง “ไร้ข้อตกลง”
การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านครั้งประวัติศาสตร์แบบเผชิญหน้า ที่กินเวลายาวนานกว่า 21 ชั่วโมง ณ กรุงอิสลามาบัดของปากีสถาน สิ้นสุดลงโดยไม่มีการลงนามในข้อตกลง หลังสหรัฐฯ ย้ำจุดยืนอิหร่านต้องยุติโครงการนิวเคลียร์โดยสิ้นเชิง ขณะที่อิหร่านชี้บรรยากาศเต็มไปด้วยความระแวงหลังทำสงครามมา 40 วัน ท่ามกลางความกังวลว่าข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์อาจสิ้นสุดลง
นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจการเจรจาที่มีความสำคัญสูงในครั้งนี้ว่า ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ โดยระบุว่าฝ่ายอิหร่านเลือกที่จะไม่ยอมรับเงื่อนไขที่สหรัฐฯ เสนอ ซึ่งประเด็นหลักยังคงอยู่ที่ความกังวลด้านความมั่นคงและโครงการนิวเคลียร์
ขณะที่ด้านอิหร่านได้ตั้ง “เส้นตาย” หลายประการ รวมถึงการเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และการขอให้ปลดล็อกอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน
ภายหลังจากที่การเจรจาล้มเหลว ปธน.ทรัมป์ ได้ตอบโต้ด้วยการสั่งการให้ CENTCOM เริ่มปฏิบัติการปิดล้อมทางทะเล (Blockade) ช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ มีผลทันทีวันจันทร์นี้ 10:00 น. (เวลา NY) เพื่อตัดช่องทางการส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่านอย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยยุทธศาสตร์ “All in and All out” หรือ ปิดทางเข้า-ออกของเรือทุกสัญชาติโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นชาติพันธมิตรหรือไม่ก็ตาม พร้อมประกาศสงครามกับค่าธรรมเนียมผ่านทางของอิหร่าน โดยขู่ว่าใครก็ตามที่ยอมจ่ายค่าต๋งให้อิหร่าน จะถูกกองทัพเรือสหรัฐฯ สกัดกั้นทันที ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้ผลักดันให้น้ำมันในตลาด Physical พุ่งทะยานสู่ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทันที เนื่องจากตลาดเริ่มรับรู้ถึงภาวะขาดแคลนพลังงานขั้นวิกฤติ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่กำลังจะถูกตัดขาดจากอุปทานหลักอย่างสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม ดร. นูเรียล รูบีนี (Dr. Doom) นักเศรษฐศาสตร์และศาสตราจารย์ชาวอเมริกันเชื้อสายยิว – อิหร่าน ที่มีชื่อเสียงจากการทำนายวิกฤตการเงินซับไพรม์ปี 2008 ได้อย่างแม่นยำ ได้ประเมินว่า มีความเป็นไปได้สูงถึงราว 67% ที่สหรัฐฯ จะเลือกยกระดับการโจมตีอิหร่านเพื่อจบสงคราม และสหรัฐฯ มีโอกาสชนะมากกว่าแพ้ โดยให้เหตุผลว่า อิหร่านคือภัยคุกคามโดยตรงต่ออิสราเอล ยุโรป เอเชีย และสหรัฐฯ ทำให้มีความจำเป็นต้องบุกยึดเกาะคาร์ก (Kharg Island) ของอิหร่าน และดำเนินการระดมทิ้งระเบิดอย่างหนักต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ รวมถึงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อให้อิหร่านอยู่ในภาวะล่มสลายในทางปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ บรรลุเป้าหมายโดยสมบูรณ์ ซึ่งหากไม่เป็นเช่นนั้น ทรัมป์อาจเผชิญกับความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับในการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) ในเดือน พ.ย. 2026 ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เนื่องจากประชาชนจะมองว่าการตัดสินใจเริ่มสงครามครั้งนี้คือความล้มเหลว ซึ่งหากสหรัฐฯ ยังคงทำสงครามต่ออิหร่านจริง จะยิ่งกดดันให้ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น จนตลาดกังวลว่าเฟดอาจไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ ประกอบกับความเสี่ยงที่นักลงทุนอาจเทขายทองคำเพื่อรักษาสภาพคล่อง (Margin Call) หากตลาดหุ้นดิ่งลงแรง ก็อาจทำให้ราคาทองคำปรับตัวลงสวนทางกับภาวะสงครามได้เช่นกัน
ติดตามตัวเลขผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
ในวันพฤหัสบดีนี้ สหรัฐฯ จะมีการเผยตัวเลขผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ซึ่งมีโอกาสลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากเมื่อวันศุกร์ที่ 3 เม.ย. สหรัฐฯ ได้เผยถึงการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Non-Farm) / อัตราการว่างงานได้แสดงถึงภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ / ครั้งก่อน และนับเป็นการขยายตัวที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปลายปี 2024 เนื่องจากการจ้างงานในภาคสาธารณสุขฟื้นตัวโดดเด่นจากการกลับเข้าทำงานของกลุ่มที่เคยประท้วงหยุดงาน ตามมาด้วยภาคก่อสร้าง การพักผ่อนและบริการ และภาคการผลิต ในขณะที่ตัวเลขกฎของซาม หรือ Sahm Rule Recession (ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2025 – มี.ค. 2026 ที่ได้อ้างอิงถึงค่าเฉลี่ยอัตราการว่างงาน ได้ปรับตัวลดลง 5 เดือนติดต่อกัน จากระดับ 0.43 หน่วย เหลือเพียง 0.20 หน่วย (หากทะลุ 0.35 ขึ้นไป เสี่ยงภาวะว่างงานพุ่ง และอาจเกิดเศรษฐกิจถดถอย) และยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากภาวะตลาดแรงงานที่ยังมีความสมดุล
จากข้อมูลข้างต้น แสดงให้เห็นว่า การจ้างงานของสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มที่มีความแข็งแกร่ง ในขณะที่อัตราการว่างงานได้เริ่มชะลอตัว จากปัจจัยดังกล่าว อาจส่งผลให้จำนวนผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานมีแนวโน้มปรับตัวลง และอาจเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในยามที่เศรษฐกิจมีความอ่อนแอ ในทางกลับกัน หากตัวเลขดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ก็อาจเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำได้เช่นกัน
ติดตามการแถลงการณ์ของกรรมการเฟดทั้ง 5 คน
ในสัปดาห์นี้ จะมีการแถลงการณ์ของผู้ว่าการเฟดทั้ง 3 คน ได้แก่ นายไมเคิล บาร์ , นางมิเชล โบว์แมน , นายสตีเฟน มิแรน และมีประธานเฟดภูมิภาคอีก 2 คน ได้แก่ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก / ฟิลาเดลเฟีย โดยกรรมการเฟดดังกล่าวได้มีการโหวตให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุม FOMC วันที่ 18 มี.ค. ที่ผ่านมา (ยกเว้นสตีเฟน มิแรน เสนอให้ลดดอกเบี้ย 0.25%) เนื่องจากว่ากรรมการเฟดส่วนใหญ่ยังคงกังวลภาวะเงินเฟ้อที่มาจากภาคพลังงานอย่างน้ำมันดิบ Brent / WTI โดยเฉพาะประธานเฟดสาขานิวยอร์ก นายจอห์น วิลเลียม ที่ได้ออกมายอมรับว่าราคาน้ำมันจากสงครามอิหร่านจะพุ่งตรงเข้าสู่เงินเฟ้อทั่วไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ราวๆ 2.75% แต่อาจพุ่งขึ้นไปแตะ 3.0% – 3.25% ได้ในช่วงเวลาหนึ่ง และอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว
อย่างไรก็ตาม นางมิเชล โบว์แมน กลับมองเห็นต่าง โดยตนได้สนับสนุนให้เฟดลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2026 เพื่อพยุงตลาดแรงงานที่ชะลอตัว ซึ่งมีความสอดคล้องกันกับนายสตีเฟน มิแรน ที่มีมุมมองว่าเงินเฟ้อจากภาคพลังงานยังคงมีเสถียรภาพ แม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะพุ่งสูงก็ตาม โดยมิแรนยังเชื่อว่า เฟดควรจะลดดอกเบี้ยอีก 1% ในปี 2026
จากข้อมูลข้างต้น ทำให้ตลาดยังคงต้องติดตามต่อไปว่า หลังจากที่สงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน มีความยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 2 กรรมการเฟดทั้ง 5 ท่านจะมีมุมมองอย่างไรต่อเงินเฟ้อและตลาดแรงงาน เนื่องจากมุมมองดังกล่าวอาจส่งผลให้ตลาด CME FedWatch เกิดความผันผวน และอาจเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ หากกรรมการเฟดยังคงกังวลภาวะเงินเฟ้อและไม่ยอมลดดอกเบี้ย ในทางกลับกัน หากกรรมการเฟดเริ่มมีมุมมองต่อตลาดแรงงานที่อ่อนแอจากภาวะสงคราม ก็อาจทำให้ราคาทองปรับตัวขึ้นได้เช่นกัน
IEA-IMF นัดถกวิกฤตพลังงาน
ในวันจันทร์นี้ ผู้นำจาก International Energy Agency (IEA), International Monetary Fund (IMF) และ World Bank เตรียมหารือเรื่องการรับมือวิกฤตพลังงานโลกที่เกิดจากสงครามอิหร่าน โดยดร.ฟาติห์ บิโรล (Dr. Fatih Birol) ผอ.สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA อาจมีการหารือเกี่ยวกับการให้คำแนะนำเชิงนโยบาย การประเมินความต้องการด้านเงินทุน รวมถึงการสนับสนุนทางการเงิน เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือดอกเบี้ยศูนย์ และเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในรูปแบบต่างๆ หลังจากที่ปธน.ทรัมป์ ได้ออกคำขู่ต่ออิหร่านให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ มิฉะนั้นจะเผชิญการตอบโต้รุนแรง ซึ่งดร.บิโรล ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อฝรั่งเศสว่า วิกฤตน้ำมันและก๊าซในปัจจุบัน ซึ่งเกิดจากการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านนั้น รุนแรงยิ่งกว่าวิกฤตในปี 1973, 1979 และ 2022 รวมกัน
จากข้อมูลข้างต้น ทำให้ตลาดต้องจับตาต่อไปว่า ดร.บิโรล จะมีแผนการในการรับมือกับวิกฤติด้านพลังงานไปในทิศทางใดบ้าง โดยหากเป็นไปในเชิงบวก อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI มีการปรับตัวลง และเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ เนื่องจากเงินเฟ้อจากภาคพลังงานอาจเริ่มทุเลาลง
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้
- ดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน / ทั่วไป เดือน มี.ค. เทียบรายเดือน / รายปี
- จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
แนวโน้มราคาทอง
ราคาทองคำโลกในสัปดาห์นี้คาดว่าในทางเทคนิคได้เริ่ม Sideway Up หลังจากราคาทองคำสามารถยืนเหนือแนวรับที่ 4,650 ดอลลาร์ หลังได้รับปัจจัยบวกจากเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าและราคาน้ำมันดิบมีการย่อตัวลงจากภาวะสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน อาจลดระดับความรุนแรงลง โดยมีแนวต้านที่ 4,900 และ 5,000 ดอลลาร์ ตามบริเวณเส้น 0.618 และ 0.5 ของ Fibonacci โดยหากทะลุแนวต้านดังกล่าว อาจส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทดสอบแนวต้านที่ 5,143 ตามเส้น 0.382 ของ Fibonacci ต่อไป อย่างไรก็ตาม หากสงครามยังคงดำเนินต่อเนื่องตามการคาดการณ์ของ Dr.Doom และจำนวนผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานลดลง อาจส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลงทดสอบแนวรับที่ 4,650 และ 4,550 ดอลลาร์ ตามบริเวณเส้น 0.786 ของ Fibonacci และหากหลุดแนวรับดังกล่าว อาจลงมาทดสอบแนวรับถัดไปที่ 4,400 ดอลลาร์ ตามเส้น 1.0 ของ Fibonacci ได้เช่นกัน
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 71,600 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 70,500 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 73,900 บาท และ 75,000 บาท









