Gold Bullish
- ศาลฎีกาชี้ชะตาภาษีทรัมป์พุธนี้
- เวเนซุเอลาคือทางผ่าน ใครคือรายถัดไป?
- ข้อพิพาทระหว่างจีน – ญี่ปุ่น ยังตึงเครียด
- กระทรวงการคลังสหรัฐฯ กดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า
Gold Bearish
- ตลาดยังคาดการณ์เกิน 80% ว่าเฟดอาจคงดอกเบี้ยในเดือน ม.ค. นี้
- ตลาดคาดการณ์เงินเฟ้อสูงกว่าที่เฟดคาด หวั่นเฟดคงดอกเบี้ยยาว?
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้น จากการที่ความตึงเครียดเวเนซุเอลายังคงคุกรุ่น และข้อพิพาทระหว่างจีน – ญี่ปุ่น ในประเด็นเรื่องไต้หวันยังคงตึงเครียด รวมถึงมาตรการภาษีทรัมป์ที่กำลังจะมีคำตัดสินจากศาลฎีกาในวันพุธนี้ อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
ศาลฎีกาชี้ชะตาภาษีทรัมป์วันพุธนี้
ศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา (Supreme Court) เตรียมออกคำวินิจฉัยคดีสำคัญหลายคดีในวันที่ 14 ม.ค. นี้ รวมถึงคดีที่มีความสำคัญระดับโลกอย่าง “ความชอบด้วยกฎหมาย” ของมาตรการภาษีศุลกากร (Tariffs) ที่ปธน. ทรัมป์ โดยศาลได้ระบุผ่านเว็บไซต์เมื่อวันศุกร์ว่า อาจมีการประกาศคำตัดสินในคดีที่ได้รับฟังคำให้การไปแล้วในช่วงสัปดาห์นี้ โดยขณะนี้ยังไม่มีการระบุล่วงหน้าว่าจะตัดสินคดีใดบ้าง ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปในการรับฟังคำให้การเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา บรรดาผู้พิพากษาทั้งฝ่ายอนุรักษนิยมและเสรีนิยมต่างแสดงท่าทีกังขา ต่อความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีดังกล่าว ซึ่งทรัมป์บังคับใช้โดยการอ้างอำนาจตามกฎหมายเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศปี 1977 (International Emergency Economic Powers Act – IEEPA) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในยามสถานการณ์ฉุกเฉินของชาติเท่านั้น ในขณะที่ตลาดได้มีการคาดการณ์เพียง 27% ว่าศาลฎีกามีโอกาสตัดสินว่าภาษีทรัมป์มีความถูกต้องทางกฎหมาย ซึ่งปธน.ทรัมป์ได้กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า หากมาตรการภาษีดังกล่าวถูกศาลตัดสินให้ยกเลิก อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ
เวเนซุเอลาคือทางผ่าน ใครคือรายถัดไป?
เมื่อวันเสาร์ที่ 3 ม.ค. ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้เปิดปฏิบัติการโจมตีเวเนซุเอลาครั้งใหญ่ และสามารถจับกุมตัวนายนิโคลัส มาดูโร ปธน. เวเนซุเอลา โดยทางปธน.ทรัมป์ได้อ้างว่ามาดูโรมีความผิดเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการค้ายาเสพติดมายังสหรัฐฯ โดย ณ ตอนนี้ นายมาดูโรได้ถูกคุมขังอยู่ที่ ศูนย์กักกันกลางเมโทรโพลิแทน (Metropolitan Detention Center – MDC) ในย่านบรูคลิน ที่นครนิวยอร์กเพื่อรอการพิจารณาคดี ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์ ได้มอบหมายให้ นายมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รมว.กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้นำในกระบวนการบังคับใช้การปฏิรูปทางเศรษฐกิจและการเมืองในเวเนซุเอลา โดยนายรูบิโอจะนำทีมงานซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน การเงิน และนโยบายทางการทหารเข้าไปในเวเนซุเอลา และทาง .ปธน.ทรัมป์ ได้ระบุว่า สหรัฐฯ จะทำหน้าที่บริหารประเทศเวเนซุเอลาจนกว่าจะมีการจัดเลือกตั้งใหม่ และผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในสหรัฐฯ เตรียมพร้อมที่จะทุ่มงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อขุดเจาะทรัพยากรน้ำมันดิบอันล้ำค่าของเวเนซุเอลา โดยเวเนซุเอลาจะส่งมอบน้ำมันดิบจำนวนมหาศาลถึง 30-50 ล้านบาร์เรลให้แก่สหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.8 พันล้านดอลลาร์ อีกทั้งยังเป็นการสกัดกั้นอิทธิพลของจีน ซึ่งเคยเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดและพันธมิตรที่ใกล้ชิดของเวเนซุเอลาในด้านพลังงาน
จากเหตุการณ์ที่ได้กล่าวไปข้างต้น ส่งผลให้จีนได้ร้องเรียนไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ซึ่งได้จัดการประชุมด่วนเมื่อวันจันทร์ที่ 5 ม.ค. โดยหลายประเทศได้วิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของปธน.ทรัมป์ และแสดงความกังวลต่อสัญญาณการขยายปฏิบัติการทางทหารไปยังโคลอมเบียและเม็กซิโกในอนาคต รวมถึงการที่สหรัฐฯ ย้ำคำขู่ที่จะยึดครองกรีนแลนด์จากเดนมาร์กเพื่อความมั่นคงแห่งชาติของอเมริกา เนื่องจากว่าปธน.ทรัมป์ยังได้มีการตอกย้ำถึงความจำเป็นต้องมีกรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ เนื่องจากที่ตั้ง กรีนแลนด์เป็นจุดยุทธศาสตร์อาร์กติกที่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติอย่างแร่แร์เอิร์ธ โดย ณ ปัจจุบันอยู่ภายใต้การปกครองของเดนมาร์ก ซึ่งส่งผลให้ความตึงเครียดระหว่างสองพันธมิตรนาโต (NATO) เพิ่มสูงขึ้น และก่อให้เกิดคำถามถึงเสถียรภาพของระบบพันธมิตรตะวันตก ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองในแง่ของความไม่มั่นคงทางการเมืองโลกระหว่าง NATO และ สหรัฐฯ – จีน ในอนาคต
ข้อพิพาทระหว่างจีน – ญี่ปุ่น ยังตึงเครียด
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จีนได้เพิ่มระดับความร้อนแรงต่อญี่ปุ่น ด้วยการสั่งแบนการส่งออกสินค้าทวิภาค (Dual-use) ที่อาจนำไปใช้ในกองทัพญี่ปุ่นทั้งหมด ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกจากจีนไปญี่ปุ่นถึง 40% นอกจากนี้จีนยังขู่ว่าจะคุมเข้มการส่งออกแร่หายากที่เป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นอีกด้วย โดยสืบเนื่องมาจากนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ได้แสดงความเห็นว่าญี่ปุ่นอาจส่งกองกำลังทหารหากจีนพยายามเข้ายึดครองไต้หวัน แม้จะถูกปักกิ่งเรียกร้องซ้ำหลายครั้งก็ตาม แต่ทว่าความตึงเครียดไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการค้าเท่านั้น กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นระบุเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ได้ประท้วงกรณีที่จีนปฏิบัติการแท่นขุดเจาะเคลื่อนที่ในน่านน้ำทะเลจีนตะวันออก ซึ่งเชื่อว่าเป็นการเตรียมการสำหรับแหล่งก๊าซใหม่ในพื้นที่ทับซ้อนกับญี่ปุ่น ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยังคงบานปลายอย่างต่อเนื่อง ญี่ปุ่นยังมีไพ่ตายในการตอบโต้ เนื่องจากญี่ปุ่นครองตลาด “โฟโตรีซิสต์” (Photoresist) ซึ่งเป็นสารเคมีสำคัญในการผลิตชิปขั้นสูงถึง 90% ซึ่งการระงับการส่งออกสิ่งนี้อาจทำลายความทะเยอทะยานด้านชิปของจีนได้
จากปัจจัยที่ได้กล่าวไปในข้างต้น อาจส่งผลให้ความตึงเครียดระหว่างจีน – ญี่ปุ่น ในประเด็นเรื่องไต้หวันจะยังคงคุกรุ่นต่อไป ตราบใดที่นางซานาอะ ทาคาอิจิ ยังคงไม่ถอดถอนคำพูดในกรณีเรื่องไต้หวันที่เป็นความละเอียดอ่อนของจีนในด้านการปกครอง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ กดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า
ต่อเนื่องมาจากวันที่ 11 ธ.ค. – 31 ธ.ค. เฟด / กระทรวงการคลังสหรัฐฯ / บัญชีออมทรัพย์ของกองทุน (Reverse Repurchase Agreement หรือ RRP) มียอดสะสมสุทธิ 47,917 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่เฟดได้รายงานตัวเลขสภาพคล่องล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ม.ค. – 7 ม.ค. ดังนี้ 1.เฟดดูดสภาพคล่องออกสุทธิ (-3,494) ล้านดอลลาร์ 2.กระทรวงการคลังอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ + 41,158 ล้านดอลลาร์ 3.บัญชีออมทรัพย์ของกองทุน (Reverse Repurchase Agreement หรือ RRP) ถูกดูดออกจากระบบเศรษฐกิจ (-2,062) ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้สภาพคล่องของเงินดอลลาร์ (Net Liquidity) = 35,602 ล้านดอลาร์ ทั้งนี้ หากรวมเอา Net Liquidity ทั้งหมดมารวมกันตั้งแต่วันที่ 11 ธ.ค. – 7 ม.ค. มารวมกัน จะมีสภาพคล่องสุทธิทั้งสิ้น 83,572 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจกระตุ้นให้ดอลลาร์อ่อนค่าจากอุปทานของเงินในระบบปรับตัวสูงขึ้นและทำให้เกิดเงินเฟ้อ และเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในยามที่เงินเฟ้อทรงตัวสูง
ตลาดยังคาดการณ์เกิน 80% ว่าเฟดอาจคงดอกเบี้ยในเดือน ม.ค. นี้
ตลาด CME Fed Watch ได้คาดการณ์ถึง 95.0% แล้วว่า เฟดอาจคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50% – 3.75% ในการประชุม FOMC วันที่ 27-28 ม.ค. สืบเนื่องมาจากการประชุม FOMC เมื่อวันที่ 8-9 ธ.ค. โดยเฟดได้มองการลดดอกเบี้ยเดือนธ.ค. เป็นการตัดสินใจที่ ‘สูสี’ และคณะกรรมการเฟดส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Federal Funds Rate) เพิ่มเติมน่าจะเป็นเรื่องเหมาะสม หากอัตราเงินเฟ้อลดลงตามเวลาที่คาดการณ์ไว้ โดยคณะกรรมการบางส่วนเสนอว่า ภายใต้มุมมองทางเศรษฐกิจ เป็นการเหมาะสมที่จะ “คงกรอบเป้าหมายไว้ที่ระดับเดิมเป็นระยะเวลาหนึ่ง (For some time)” หลังจากที่มีการปรับลดในการประชุมในเดือนธ.ค. เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ซึ่งเงินเฟ้อจะยังคงสูงในระยะใกล้ ก่อนที่จะค่อยๆ เคลื่อนตัวกลับสู่เป้าหมาย 2% โดยหลายคนคาดว่าผลกระทบของภาษีนำเข้า (Tariffs) ที่มีต่อเงินเฟ้อของสินค้าพื้นฐาน (Core goods) จะเป็นเพียงแค่เรื่องชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ตลาดได้คาดการณ์ตัวเลขเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงกว่า 2% ตามที่เฟดคาดเอาไว้ในระยะยาว โดยหากพิจารณาถึงดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลปกติ (Treasury constant maturities) อายุ 5 ปี และ 10 ปี ณ วันที่ 7 ม.ค. ที่ระดับ 3.70% และ 4.15% ตามลำดับ มาหักลบด้วยพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (Inflation indexed vectors) อายุ 5 ปี และ 10 ปี ณ วันที่ 7 ม.ค. ที่ระดับ 1.40% และ 1.88% ตามลำดับ จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในอีก 5 และ 10 ปีข้างหน้าตามที่ตลาดคาดการณ์จะอยู่ที่ 2.3% และ 2.27% ตามลำดับ ซึ่งถือว่ายังสูงกว่าที่เฟดคาดการณ์ระยะยาวใน Dot Plot ที่ 1.8% เอาไว้มาก
จากปัจจัยข้างต้น อาจส่งผลให้ตลาดยังคงระมัดระวังอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่อาจกระตุ้นให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) กลับมาแข็งค่าได้อีกครั้งผ่านการคงดอกเบี้ย / ขึ้นดอกเบี้ยในภายหลัง หากเงินเฟ้อยังคงไม่เป็นไปตามเป้าหมายของเฟด ซึ่งอาจส่งผลให้ทองคำได้รับปัจจัยลบในทางพื้นฐาน
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้
- ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน / ทั่วไป เดือน ธ.ค. เทียบรายเดือน / รายปี
- ดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน / ทั่วไป เดือนพ.ย. เทียบรายเดือน / รายปี
- ยอดค้าปลีกพื้นฐาน / ทั่วไป เดือน พ.ย. เทียบรายเดือน และ ยอดค้าปลีกเดือน พ.ย. เทียบรายปี
- จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
แนวโน้มราคาทอง
ราคาทองคำโลกในสัปดาห์นี้คาดว่าในทางเทคนิคยังคงทยอยฟื้นตัวขึ้น (Sideway Up) ในกรอบ Flag Pattern ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงภาวะ “ฟื้นตัวและรอเลือกทาง” หลังจากที่ตลาดได้รับรู้ถึงสถานการณ์ความตึงเครียดของเวเนซุเอลา, ความขัดแย้งระหว่างจีน – ญี่ปุ่น, การอัดฉีดเงินของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ รวมถึงคำตัดสินภาษีปธน.ทรัมป์ ส่งผลให้ในสัปดาห์นี้ หากปัจจัยดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่ อาจส่งผลให้ทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 4,655 และ 4,755 ดอลลาร์ ซึ่งอาจกระตุ้นแรงซื้อในตลาดทองคำได้รอบใหม่ อย่างไรก็ตาม หากตลาดยังคงกังวลคณะกรรมการเฟดโดยส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองนโยบายการเงินที่เข้มงวด และตลาดยังคงกังวลอัตราเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวสูง อาจทำให้ทองคำปรับตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญที่ 4,410 และ 4,310 ดอลลาร์ ซึ่งอาจกระตุ้นให้ตลาดมีการปรับฐานลงอย่างต่อเนื่องได้เช่นกัน
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 66,500 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 66,000 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 68,300 บาท และ 68,800 บาท









