Gold Bullish
- กลยุทธ์ “ล้อมจีน” ของสหรัฐฯ ยังเป็นประเด็นตึงเครียด
- เจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน ยังคลุมเครือ
Gold Bearish
- ดอลลาร์ยังแข็งค่าต่อเนื่อง ขานรับเควิน วอร์ช
- สหรัฐฯ – ยูเครน และรัสเซีย เจรจาคืบหน้า
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้น จากการที่นายสตีเฟน มิแรน ผู้ว่าการเฟดสายลดดอกเบี้ยที่ปธน.ทรัมป์ แต่งตั้ง ยังคงดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟดต่อไป หลังจากที่วาระชั่วคราวได้หมดลงในวันที่ 30 ม.ค. ในขณะที่นักยุทธศาสตร์อาวุโสด้านสินค้าโภคภัณฑ์จาก TD Securities ระบุว่า การบังคับขาย (Forced sales) ในตลาดทองคำน่าจะสิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งส่งผลให้ทองฟื้นตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
กลยุทธ์ “ล้อมจีน” ของสหรัฐฯ ยังเป็นประเด็นตึงเครียด
เมื่อวันพุธที่ 4 ก.พ. ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ และปธน.สี จิ้นผิง ได้หารือกันทางโทรศัพท์เมื่อวันพุธที่ 4 ก.พ. เกี่ยวกับประเด็นการค้าและจุดเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งรวมถึงสถานการณ์ในไต้หวัน ก่อนที่จะมีการพบปะกันแบบเผชิญหน้าในเดือนเม.ย. นี้ โดยทรัมป์กล่าวว่าการสนทนาในครั้งนี้ว่าเป็นไปอย่างยอดเยี่ยม โดยระบุว่าทั้งสองฝ่ายพูดคุยถึงการเพิ่มการรับซื้อถั่วเหลืองของจีนจากสหรัฐฯ เป็น 20 ล้านตัน รวมถึงการจัดซื้อน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และการส่งมอบเครื่องยนต์สำหรับอากาศยาน” นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเผยว่าจีนให้คำมั่นที่จะนำเข้าถั่วเหลืองอเมริกันเพิ่มขึ้นเป็น 25 ล้านตันในช่วงถัดไป หลังจากรับซื้อ 20 ล้านต้นเสร็จสิ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ – จีน กำลังเป็นไปในเชิงบวก
อย่างไรก็ตาม ในการสนทนาดังกล่าว รัฐบาลจีนกลับนำเสนอภาพรวมการสนทนาเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน (ซึ่งจีนถือว่าเป็นดินแดนของตนเอง) ในมุมมองที่ตึงเครียดกว่า การแถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่าปธน.สี ได้หยิบยกประเด็นไต้หวันขึ้นมา และเร่งเร้าให้สหรัฐฯ ระมัดระวังอย่างสูงสุดในการขายอาวุธให้แก่ไต้หวัน พร้อมย้ำว่าจีนจะไม่มีวันยอมให้เกาะไต้หวันถูกแยกตัวออกไป ทั้งนี้ ในปี 2025 สหรัฐฯ ได้อนุมัติการขายอาวุธให้แก่ไต้หวันมูลค่าสูงถึง 1.115 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อตกลงที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพื่อเสริมสร้างการป้องกันประเทศของไต้หวัน ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่จีน ในขณะที่การที่ทรัมป์เข้าควบคุมตัวนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลาซึ่งเป็นพันธมิตรในการขายน้ำมันให้จีน และการกดดันอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ยังคงเป็นปัจจัยที่คุกคามสันติภาพอันเปราะบางนี้ เนื่องจากว่าปริมาณการส่งออกน้ำมันจากเวเนซุเอลาไปยังจีน ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 400,000 บาร์เรลต่อวันในปีที่แล้ว ลดลงสู่ระดับ 0 ในเดือนม.ค. หลังจากกองทัพเรือสหรัฐฯ ปราบปรามการขนส่งน้ำมันดิบที่ถูกคว่ำบาตรอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ทรัมป์ยังคงกดดันประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่านด้วยการขู่ว่าจะตั้งกำแพงภาษี ขณะที่จีนยังคงเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน
จากปัจจัยที่ได้กล่าวไปทั้งหมดข้างต้น สามารถแสดงให้เห็นว่า แม้ความสัมพันธ์ระหว่างจีน – สหรัฐฯ จะดูมีทิศทางที่ดีขึ้นผ่านการซื้อถั่วเหลืองของจีนจากสหรัฐฯ แต่ทว่ากลยุทธ์ “ล้อมจีน” ของสหรัฐฯ ผ่านการขนส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลา / อิหร่านไปยังจีน อาจสร้างความตึงเครียดต่อไปในอนาคต และอาจส่งผลให้จีนออกมาตรการคว่ำบาตรสหรัฐฯ ในภายหลังได้ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกกับทอง ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
สหรัฐฯ – อิหร่าน ยังเจรจาคลุมเครือ
เมื่อช่วงเช้าของวันศุกร์ที่ 6 ก.พ. แผนการเจรจาปัญหานิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน ได้รับการยืนยันว่ายังคงดำเนินต่อไป หลังจากที่มีสัญญาณความตึงเครียดถึงขั้นของปธน.ทรัมป์ ขู่จะยุติความพยายามทางการทูต โดยเดิมทีทั้งสองฝ่ายตกลงจะพบกันที่กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี แต่ทางอิหร่านได้ยื่นเงื่อนไขขอย้ายสถานที่จัดการเจรจาไปยังประเทศโอมาน และต้องการให้เป็นการหารือในรูปแบบทวิภาคี (Bilateral) เพื่อมุ่งเน้นเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์เพียงอย่างเดียว โดยหลีกเลี่ยงประเด็นอ่อนไหวอื่น ๆ เช่น โครงการขีปนาวุธ ซึ่งเป็นหัวข้อที่สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรในภูมิภาคให้ความสำคัญ แม้ในตอนแรกสหรัฐฯ จะแสดงท่าทีปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าว แต่สุดท้ายก็ได้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนท่าทีเพื่อเป็นการให้เกียรติและรักษาความสัมพันธ์กับพันธมิตรในภูมิภาคอาหรับที่ต้องการเห็นแนวทางสันติวิธีดำเนินต่อไป
อย่างไรก็ตาม ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย (Skepticism) โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่าการตกลงเข้าสู่โต๊ะเจรจาในครั้งนี้ไม่ใช่การยอมจำนนต่อเงื่อนไขของอิหร่าน แต่เป็นการให้โอกาสสุดท้ายทางการทูตตามคำขอของมิตรประเทศ โดยสหรัฐฯ ยังคงย้ำคำขาดว่าการเจรจาต้องนำไปสู่ข้อตกลงที่เกิดขึ้นจริงและวัดผลได้เท่านั้น มิเช่นนั้นจะมีการพิจารณา “ทางเลือกอื่น” ซึ่งรวมถึงมาตรการทางทหารที่ทรัมป์เคยข่มขู่ไว้ก่อนหน้านี้ โดยนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) ทูตพิเศษจากทำเนียบขาว ได้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เพื่อรับฟังข้อมูลข่าวกรองล่าสุดและจุดยืนของอิสราเอลที่ย้ำเตือนว่าไม่สามารถไว้วางใจอิหร่านได้
จนกระทั่งในค่ำคืนวันศุกร์ที่ 6 ก.พ. ปธน.ทรัมป์ ได้กล่าวว่า การเจรจากับอิหร่านเป็นไปด้วยดี และการเจรจาจะเดินหน้าต่อไปในช่วงต้นสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ นายโทมัส ทอมมี พิก็อต รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า “กระทรวงการต่างประเทศประกาศคว่ำบาตร 15 หน่วยงาน บุคคล 2 ราย และเรือในกองเรือเงา 14 ลำ ที่เกี่ยวข้องกับการค้าปิโตรเลียม ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีของอิหร่าน ในขณะที่นักการทูตระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยว่า การเจรจานิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ซึ่งมีโอมานเป็นคนกลาง เริ่มต้นไปได้ด้วยดี และจะเดินหน้าต่อไป ซึ่งอาจช่วยคลายความกังวลว่า ความล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงจะผลักดันตะวันออกกลางเข้าใกล้ภาวะสงครามมากขึ้น
นอกจากนี้ การเจรจาสามฝ่ายระหว่างสหรัฐฯ – ยูเครน และรัสเซีย ได้มีการบรรลุข้อตกลงแลกเปลี่ยนนักโทษเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน เพื่อหาทางยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน 4 ปี โดยทูตพิเศษของทรัมป์ระบุว่าการเจรจามีความคืบหน้าและคาดหวังจะเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
จากปัจจัยทั้งหมดที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ทำให้ยังคงต้องจับตาต่อไปว่า สหรัฐฯ – อิหร่าน จะยังมีท่าทีในการเจรจาอย่างไร ต่อไป เนื่องจากว่าการเจรจาครั้งนี้อาจไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่สหรัฐฯ ต้องการ 100% ซึ่งอาจทำให้ความขัดแย้งจะยังคงคุกรุ่นต่อไปในภายหลัง และอาจทำให้ราคาทองคำได้รับปัจจัยบวกดังกล่าว
ดอลลาร์ยังแข็งค่า ขานรับเควิน วอร์ช
สืบเนื่องมาจากวันที่ 30 ม.ค. ปธนทรัมป์ได้เสนอชื่อนายเควิน วอร์ช ให้เป็นประธานเฟดคนต่อไป ซึ่งส่งผลให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง จากจุดต่ำสุดที่ 97.0 หน่วย ขึ้นมาเป็น 97.68 หน่วย และยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ เนื่องจากว่าวอร์ชมีมุมมองว่า การซื้อพันธบัตรที่รุนแรงเกินไปเป็นการกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำผิดธรรมชาติเป็นเวลานานเกินไป กระตุ้นให้ Wall Street รับความเสี่ยงเกินตัว และทำให้รัฐบาลขาดวินัยทางการคลังในการก่อหนี้ จนเกิดสภาวะที่เรียกว่า “อำนาจเหนือกว่าทางการเงิน” (Monetary Dominance) โดยวอร์ชเสนอว่า เฟดต้องทำ QE ให้น้อยลง และปล่อยให้เบสเซนต์จัดการบัญชีการคลัง เมื่อทำเช่นนั้น สหรัฐฯ จะสามารถมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงอย่างแท้จริงได้ ในขณะที่ตลาด CME FedWatch ได้คาดการณ์ถึง 76.8% ว่าเฟดอาจคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50% – 3.75% ในการประชุม FOMC เดือนมี.ค. ภายหลังจากที่เดือนม.ค. และต้นเดือนก.พ. ประธานเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย / มินนิอาโปลิส / นิวยอร์ก ยังคงเสนอให้เฟดคงดอกเบี้ยต่อเพื่อดูทิศทางเงินเฟ้อและตลาดแรงงานต่อไป
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ยังต้องติดตามต่อไปว่า วอร์ชจะมีแนวทางหรือนำเสนอนโยบายทางการเงินอย่างไรต่อไป เนื่องจากว่าคำพูดของวอร์ช อาจเทียบเท่าได้กับคำพูดของนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดคนปัจจุบันได้ และทำให้ตลาดอาจต้อง Price – In ในราคาทองคำใหม่
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้
- ยอดค้าปลีกพื้นฐาน / ทั่วไป เดือนธ.ค. เทียบรายเดือน และ ยอดค้าปลีกเดือนธ.ค. เทียบรายปี
- ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน / ทั่วไป เดือนม.ค. เทียบรายเดือน / รายปี
- จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
- ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมง เทียบรายเดือน / รายปี เดือนม.ค.
- การจ้างงานนอกภาคเกษตร เดือนม.ค.
- อัตราการว่างงาน เดือนม.ค.
แนวโน้มราคาทอง
ราคาทองคำโลกในสัปดาห์นี้คาดว่าในทางเทคนิคอยู่ในระยะ Sideway Up หลังจากทองคำได้มีการปรับฐานหลังทำ All Time High แต่โดยภาพรวมของโครงสร้างราคายังไม่ได้เป็นขาลง ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงภาวะ “ย่อตัว สร้างฐาน และลุ้นขึ้นต่อ” หลังจากที่ตลาดได้รับรู้ถึงเรื่องที่นายเควิน วอร์ช กำลังจะได้เป็นประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลให้ทองคำปรับตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญที่ 4,650 และ 4,500 ดอลลาร์ ซึ่งหากไม่หลุดแนวรับดังกล่าว ทองคำอาจผ่านจุดต่ำสุดเพื่อสร้างฐานและขึ้นต่อ และหากตลาดยังมีความกังวลทางภูมิรัฐศาสตร์และได้รับรู้ปัจจัยบวกจากกลยุทธ์ล้อมจีนของสหรัฐฯ, การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่านที่ยังไม่บรรลุผลโดยสมบูรณ์ อาจทำให้ทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 5,100 และ 5,200 ดอลลาร์ ซึ่งหากทะลุต้านดังกล่าว อาจทำให้ราคาทองคำอาจทำ High เดิมที่ 5,595 ดอลลาร์ และลุ้นปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทดสอบแนวต้านที่ 6,000 ต่อไปได้ โดยอ้างอิงจาก Bank of America (BoFA) ที่ได้อ้างอิงถึงกระแสการลดการพึ่งพาดอลลาร์ (De-dollarization)
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 70,450 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 69,000 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 76,000 บาท และ 77,150 บาท









