Gold Bullish
- สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
- ติดตามความเสี่ยงอสังหาสหรัฐฯ หลัง State Of Union
- IMF เตือนหนี้ภาครัฐของสหรัฐฯ
Gold Bearish
- IMF คาด GDP / อัตราการว่างงานสหรัฐฯ มีความแข็งแกร่ง
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้น จากการที่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน ยังไม่มีการเจรจาที่ลงตัวและยังมีความเห็นต่างในหลากหลายเรื่อง ในขณะที่ตลาดอสังหาสหรัฐฯ กำลังเริ่มเข้าสู่ภาวะความเสี่ยงจากทั้งภาคธนาคารและภาคประชาชน นอกจากนี้ IMF ยังได้เตือนถึงหนี้สาธารณะที่อาจปรับตัวสูงขึ้นในอีก 6 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากสัปดาห์ที่แล้ว และปัจจัยสำคัญใหม่ๆ ที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
ไฟสงครามตะวันออกกลางปะทุ ตลาดกังวลสถานการณ์บานปลาย
สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดอย่างรวดเร็ว หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงเมื่อช่วงเช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ต่ออิหร่านอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อทำลายคลังขีปนาวุธและโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมอาวุธของอิหร่านให้สิ้นสภาพ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นการยกระดับเชิงยุทธศาสตร์ที่มีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพของภูมิภาค
ไม่นานหลังจากนั้น สื่อของทางการอิหร่านรายงานยืนยันการถึงแก่อสัญกรรมของ อายะตุลลอฮ์ อะลี คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลาม พร้อมประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศเป็นเวลา 40 วัน เหตุการณ์นี้ยิ่งเพิ่มแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองและจิตวิทยาต่อทั้งภายในประเทศและเวทีระหว่างประเทศ
ด้าน Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) ประกาศตอบโต้ทันทีด้วยการเปิดฉากโจมตีระลอกแรกผ่านขีปนาวุธและโดรนในวงกว้าง โดยเล็งเป้าไปยังอิสราเอล รวมถึงฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนว่าปฏิบัติการดังกล่าวจะดำเนินต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงของการขยายตัวเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาคเต็มรูปแบบ
แรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ยังทวีขึ้นเมื่อ Saudi Arabia ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนสนับสนุนประเทศที่ได้รับผลกระทบ พร้อมย้ำความพร้อมใช้ศักยภาพทุกด้านเพื่อสนับสนุนมาตรการที่เห็นสมควร ขณะเดียวกันได้เตือนถึงผลกระทบร้ายแรงจากการละเมิดอธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อภัยคุกคามที่อาจสั่นคลอนเสถียรภาพของภูมิภาค
ประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดการเงินมากที่สุด คือรายงานว่า IRGC ประกาศปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบยุทธศาสตร์ Strait of Hormuz เพื่อตอบโต้การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล อย่างไรก็ดี ในเวลาต่อมา แอบบอส แอรอกชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ออกมาชี้แจงว่ายังไม่มีนโยบายปิดช่องแคบหรือแทรกแซงเส้นทางเดินเรือ แม้สถานการณ์จะอยู่ในภาวะตึงเครียดสูง คำชี้แจงดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการเตือนจากรัสเซียว่าการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งพลังงานสายหลักนี้อาจสร้างแรงกระแทกอย่างรุนแรงต่อเสถียรภาพตลาดน้ำมันและก๊าซโลก ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานที่รองรับการขนส่งน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของอุปทานโลก
นอกจากนี้ ยังมีรายงานจาก Agence France-Presse ว่า IRGC อ้างว่าได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกล 4 ลูกเข้าใส่เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ USS Abraham Lincoln ในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อตอบโต้ปฏิบัติการร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอล อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันความเสียหายจากฝั่งสหรัฐฯ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนการยกระดับความเสี่ยงของการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงระหว่างสองประเทศอย่างชัดเจน
สำหรับตลาดทองคำ ภาพรวมความตึงเครียดที่ขยายวงกว้าง ทั้งความเสี่ยงต่อเส้นทางพลังงานหลัก ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความเป็นไปได้ของการเผชิญหน้าทางทหารระหว่างรัฐมหาอำนาจ ล้วนเป็นปัจจัยที่กระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะสั้น นักลงทุนทั่วโลกจึงจับตาพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพราะทุกความเคลื่อนไหวในภูมิภาคนี้สามารถแปรเปลี่ยนเป็นแรงเหวี่ยงต่อราคาทองคำและตลาดการเงินโลกได้ในทันที
ติดตามความเสี่ยงอสังหาสหรัฐฯ หลัง State Of Union
หลังจากทรัมป์ได้ประกาศการแถลงการณ์ต่อรัฐสภาในงาน State Of Union วันที่ 25 ก.พ. หุ้นกลุ่มอสังหาฯ สหรัฐฯ ได้ร่วงลงเนื่องจากความผิดหวังที่ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีการอัปเดตนโยบายด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ชัดเจน โดยทรัมป์ได้เพียงแต่บีบให้หน้าที่นี้เป็นหน้าที่ของเฟด และได้เพียงแต่กล่าวว่า “อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงจะช่วยแก้ปัญหาอสังหาริมทรัพย์ที่ปธน.โจ ไบเดนได้สร้างขึ้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยปกป้องมูลค่าบ้านของคนที่ถือกรรมสิทธิ์อยู่แล้ว ซึ่งทำให้ชาวอเมริกันรู้สึกมั่งคั่งเป็นครั้งแรกในชีวิต” แต่ทว่าภายหลังจากนั้น นายริชาร์ด แมคเฟล CFO ของ Home Depot กล่าวว่า “เจ้าของบ้านคือกลุ่มลูกค้าที่สุขภาพการเงินที่ดีที่สุดกลุ่มหนึ่ง แต่พวกเขาก็บอกเราว่าความไม่แน่นอนกำลังเพิ่มขึ้น ทั้งความกังวลเรื่องราคาบ้าน และการตกงาน” ในขณะที่นายมาร์วิน เอลลิสัน CEO ของ Lowe’s ระบุเมื่อวันที่ 25 ก.พ. ว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังคงถูกกดดันจากภาวะเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และตนยังชี้ถึงปัญหาอัตราดอกเบี้ยจำนองที่ยังสูง ซึ่งนำไปสู่สภาวะ “Lock-in effect” หรือเจ้าของบ้านเดิมไม่ยอมขายบ้านเพราะไม่อยากเสียสิทธิอัตราดอกเบี้ยเดิมที่เคยได้ถูกกว่าปัจจุบัน ซึ่งทำให้การก่อสร้างบ้านใหม่ล่าช้า
หากลองมองมาดูที่ตัวเลขที่เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านในสหรัฐฯ ตามข้อมูลของสมาคมธนาคารรับจำนอง (MBA) ณ วันที่ 25 ก.พ. ส่วนอัตราดอกเบี้ยจำนองแบบปรับอัตราได้ 5 ปี (5-year adjustable mortgages) ลดลงสู่ระดับ 5.23% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. 2022 ในขณะที่เมื่อเดือน ม.ค. ทางปธน.ทรัมป์ได้ขอให้ Fannie Mae และ Freddie Mac เข้าซื้อหลักทรัพย์ที่มีสัญญาจำนองค้ำประกัน (MBS) มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อพยายามลดต้นทุนทางการเงินของที่อยู่อาศัย ในขณะที่การลดลงของอัตราดอกเบี้ยจำนองเกือบ 0.25% ในปี 2026 ยังไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้ซื้อได้มากนัก สะท้อนให้เห็นว่าราคาบ้านยังคงอยู่ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมาตรวัดการสมัครขอสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านของ MBA ลดลง 4.7% เมื่อกลางเดือนก.พ. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ษ. 2025 ในขณะที่ดัชนีการรีไฟแนนซ์พุ่งขึ้นมากกว่า 4%” สู่ระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน
จากปัจจัยข้างต้น แสดงให้เห็นถึง “คนในอยากรีไฟแนนซ์ลดหนี้ผ่อนชำระ คนนอกไม่อยากซื้อบ้านราคาแพง” ซึ่งส่งผลให้ Fannie Mae และ Freddie Mac ต้องออกอัดฉีดสภาพคล่องแทนเฟด / ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่และเล็ก เนื่องจากว่า ณ ตอนนี้ เฟดมีนโยบายในการทำ QE ผ่าน T-Bill เป็นสินทรัพย์หลัก แต่ไม่ได้ทำ QE ผ่านสินทรัพย์ MBS แต่อย่างใด และทางฝั่งธนาคารพาณิชย์ไม่ได้มีการซื้อ / ขาย หลักทรัพย์ MDS อย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ต้นปี 2025 – ปัจจุบันแล้ว ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก (Small Domestically Chartered Commercial Banks) กลับมีสัดส่วนสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Residential real estate loans) ณ วันที่ 18 ก.พ. ที่ 1.025 ล้านล้านดอลลาร์ / ส่วนทุน (Residual) ที่ 0.777 ล้านล้านดอลลาร์ จะส่งผลให้ยอดสินเชื่อที่อยู่อาศัยต่อทุนของธนาคารจะอยู่ที่ 131.87% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่มีความเสี่ยงสูงพอสมควร โดยเฉพาะในสภาวะที่ราคาบ้านทรงตัวในระดับสูง ขณะที่สภาพคล่องในตลาดรองของสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังจำกัด
จากปัจจัยที่ได้กล่าวไปในทั้งหมดข้างต้น ส่งผลให้ยังคงต้องจับตาต่อไปว่า ความเสี่ยงในเชิงตลาดอสังหาฯ ของสหรัฐฯ จะมีผลทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เกิดภาวะฝืดเคืองในภายหลังหรือไม่ โดยหากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดวิกฤติจริง อาจส่งผลให้ราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้น จากดอลลาร์อ่อนค่าในความไม่มั่นใจในตลาดอสังหาสหรัฐฯ
IMF คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่ง หนุนดอลลาร์แข็งค่า
เมื่อวันที่ 25 ก.พ. กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ระบุว่า GDP ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มเติบโตถึง 2.4% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2026 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 2.2% ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 ในขณะที่อัตราการว่างงาน ของสหรัฐฯ จะลดลงจาก 4.5% ในช่วงปลายปี 2025 ลดลงสู่ระดับ 4.1% ในปี 2026 และอัตราเงินเฟ้อจะลดลงสู่เป้าหมายตามที่เฟดคาดการณ์เอาไว้ที่ 2% ภายในปี 2027 ทั้งนี้ นางคริสตาลินา กอร์เกียวา ผู้อำนวยการจัดการ IMF กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว 3 ครั้งในปี 2025 ซึ่งสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพิ่มเติมไปอยู่ที่ประมาณ 3.4% จากระดับ 3.6% ในปัจจุบันได้ แต่ควรทำในจังหวะที่ตลาดแรงงานทรุดตัวอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลให้ความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์กลับมาอีกครั้ง และเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ
อย่างไรก็ตาม IMF ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับหนี้ของรัฐบาลกลาง ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงจากระดับต่ำกว่า 100% ของ GDP ในปี 2025 ขึ้นสู่ระดับ 110% ภายในปี 2031 ในขณะที่ IMF เตือนว่าแม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะดูคึกคัก แต่นโยบายภาษีศุลกากรของทรัมป์คือตัวถ่วงสำคัญ หากไม่มีภาษีเหล่านี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตได้ดีกว่านี้และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าอาจส่งผลลบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งทำให้ยังคงเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำในระยะยาวได้เช่นกัน
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้
- ดัชนี PMI ภาคการผลิต / ราคาภาคการผลิตจาก ISM เดือน ก.พ.
- การจ้างงานนอกภาคเกษตรจาก ADP เดือน ก.พ.
- ดัชนี PMI ภาคการบริการ ISM เดือน ก.พ.
- ดุลการค้าสหรัฐฯ เดือนม.ค.
- จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
- ยอดค้าปลีกเดือน ม.ค. เทียบรายเดือน / รายปี และ ยอดค้าปลีกพื้นฐานเดือน ม.ค. เทียบรายเดือน
- ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมง เทียบรายเดือน / รายปี เดือน ก.พ.
- การจ้างงานนอกภาคเกษตร เดือน ก.พ.
- อัตราการว่างงาน เดือน ก.พ.
แนวโน้มราคาทอง
ราคาทองคำโลกในสัปดาห์นี้คาดว่าในทางเทคนิคระยะสั้นจะยังคง Sideway Up และสร้างรูปแบบ Expanding Triangle ในภาพเล็กหลังจากทองคำได้ปรับตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญในภาพใหญ่บริเวณ 5,235 และ 5,135 ดอลลาร์ และมีการฟื้นตัวขึ้นในภายหลัง โดยหากทองคำไม่หลุดแนวรับดังกล่าว อาจทำให้ทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 5,500 และ 5,600 ดอลลาร์ ตามเส้น 1.0 ของ Fibonacci และ ตามเส้นแนวต้าน Trend Line และหากทองคำสามารถหากทะลุต้านที่ 2 ได้ อาจทำให้ราคาทองคำทดสอบแนวต้านสุดท้ายที่ 6,000 ดอลลาร์ ซึ่งไวกว่าการคาดการณ์ของ Deutsche Bank, Societe Generale, Bank Of Americe, ที่คาดการณ์ว่าทองจะปรับตัวขึ้นในช่วงสิ้นปี 2026 และเดือนก.พ. 2027 ตามลำดับ
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 77,700 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 77,000 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 80,700 บาท และ 81,400 บาท









