ข่าวสารการลงทุน

รายงานประชุมเฟดส่งสัญญาณ “ยังไม่รีบลดดอกเบี้ย” แม้เงินเฟ้อชะลอลง

19 กุมภาพันธ์ 2569|11:28 น.

  • เฟดยังไม่รีบลดดอกเบี้ย แม้เงินเฟ้อจะชะลอลง เนื่องจากเงินเฟ้อยังอยู่สูงกว่าเป้าหมายและต้องการมั่นใจว่าแนวโน้มขาลงมีความยั่งยืนก่อนผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม
  • เศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาด โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภค การลงทุน และการเติบโตในภาคเทคโนโลยี ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการลดดอกเบี้ยเร่งด่วน
  • ตลาดแรงงานเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ยังมีความเปราะบาง
  • เงินเฟ้อยังมีความเสี่ยงจากนโยบายภาษีและแรงกดดันด้านต้นทุน โดยเฉพาะภาคสินค้า ทำให้การลดลงของเงินเฟ้ออาจใช้เวลานานกว่าที่เคยคาดการณ์
  • แนวโน้มการลดดอกเบี้ยยังมีอยู่ การตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยในอนาคตจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก

รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) วันที่ 27–28 มกราคม 2026 ได้สะท้อนภาพเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังคงแข็งแกร่ง แม้จะเผชิญแรงกดดันจากนโยบายภาษี การชะลอตัวของการจ้างงาน และความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างจากเทคโนโลยีใหม่ โดยเฟดประเมินว่าเศรษฐกิจยังคงเติบโตในระดับที่มั่นคง ขณะที่เงินเฟ้อแม้จะลดลงจากระดับสูงสุดในอดีต แต่ยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ซึ่งทำให้เฟดยังไม่พร้อมเร่งลดอัตราดอกเบี้ย และเลือกใช้แนวทาง “รอประเมินข้อมูลเพิ่มเติม” เพื่อให้มั่นใจว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมายอย่างยั่งยืน ในบริบทนี้ นโยบายการเงินของเฟดกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากการควบคุมเงินเฟ้ออย่างเข้มงวด ไปสู่การรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพด้านราคา ซึ่งมีนัยสำคัญต่อทิศทางสินทรัพย์ทั่วโลก โดยเฉพาะทองคำที่มีความอ่อนไหวต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงและค่าเงินดอลลาร์

เศรษฐกิจสหรัฐยังเติบโตแข็งแกร่ง แม้เผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้าง

เฟดประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงขยายตัวในระดับที่แข็งแกร่ง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนของภาคธุรกิจ และการเติบโตในภาคเทคโนโลยี โดยเฉพาะการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในระยะยาว แม้ GDP ในไตรมาสล่าสุดจะได้รับผลกระทบจากการปิดหน่วยงานภาครัฐบางส่วน แต่กิจกรรมเศรษฐกิจพื้นฐานยังคงมีความแข็งแรง และ Fed คาดว่าเศรษฐกิจจะยังเติบโตสูงกว่าศักยภาพไปอีกหลายปีขณะเดียวกัน การบริโภคภาคครัวเรือนยังคงเป็นแรงสนับสนุนหลักของเศรษฐกิจ โดยได้รับอานิสงส์จากความมั่งคั่งของภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เฟดเริ่มเห็นสัญญาณความแตกต่างระหว่างกลุ่มผู้บริโภครายได้สูงที่ยังคงใช้จ่ายอย่างแข็งแกร่ง กับกลุ่มรายได้ต่ำที่เริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านการเงินมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางบางส่วนในระบบเศรษฐกิจ

ตลาดแรงงานเริ่มมีเสถียรภาพ แต่ยังมีความเสี่ยงในระยะต่อไป

แม้อัตราการว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.4% และการเลิกจ้างยังอยู่ในระดับต่ำ แต่เฟดสังเกตว่าการจ้างงานใหม่ยังคงอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน ซึ่งสะท้อนว่าภาคธุรกิจยังคงระมัดระวังต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจและผลกระทบจากเทคโนโลยีอัตโนมัติและ AI ที่อาจลดความต้องการแรงงานในระยะยาวเฟดมองว่าตลาดแรงงานกำลังเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น และความเสี่ยงด้านลบได้ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ในสภาพแวดล้อมที่การจ้างงานใหม่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ หากความต้องการแรงงานลดลงเพิ่มเติม อัตราการว่างงานอาจปรับเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่เฟดต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

เงินเฟ้อชะลอลง แต่ยังไม่เพียงพอให้ Fed ผ่อนคลายนโยบาย

อัตราเงินเฟ้อที่ประกาศจะปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับสูงสุดในช่วงปี 2022 แต่ยังคงอยู่ที่ประมาณ 2.8–3.0% ในเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งยังสูงกว่าเป้าหมายของเฟด โดยแรงกดดันเงินเฟ้อในปัจจุบันมีสาเหตุสำคัญจากภาคสินค้า โดยเฉพาะผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าที่เพิ่มต้นทุนของสินค้า ขณะที่เงินเฟ้อภาคบริการ โดยเฉพาะค่าเช่าที่อยู่อาศัย เริ่มแสดงสัญญาณชะลอตัว ซึ่งช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อโดยรวมเฟดคาดว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจากภาษีจะค่อยๆ ลดลงในช่วงปีนี้ และเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่แนวโน้มขาลงอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการยังแสดงความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจลดลงช้ากว่าที่คาด และมีความเสี่ยงที่จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Fed ยังไม่รีบปรับลดอัตราดอกเบี้ย

เศรษฐกิจสหรัฐยังเติบโตแข็งแกร่ง แม้เผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้าง

เฟดประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงขยายตัวในระดับที่แข็งแกร่ง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนของภาคธุรกิจ และการเติบโตในภาคเทคโนโลยี โดยเฉพาะการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในระยะยาว แม้ GDP ในไตรมาสล่าสุดจะได้รับผลกระทบจากการปิดหน่วยงานภาครัฐบางส่วน แต่กิจกรรมเศรษฐกิจพื้นฐานยังคงมีความแข็งแรง และเฟดคาดว่าเศรษฐกิจจะยังเติบโตสูงกว่าศักยภาพไปอีกหลายปีขณะเดียวกัน การบริโภคภาคครัวเรือนยังคงเป็นแรงสนับสนุนหลักของเศรษฐกิจ โดยได้รับอานิสงส์จากความมั่งคั่งของภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เฟดเริ่มเห็นสัญญาณความแตกต่างระหว่างกลุ่มผู้บริโภครายได้สูงที่ยังคงใช้จ่ายอย่างแข็งแกร่ง กับกลุ่มรายได้ต่ำที่เริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านการเงินมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางบางส่วนในระบบเศรษฐกิจ

ตลาดแรงงานเริ่มมีเสถียรภาพ แต่ยังมีความเสี่ยงในระยะต่อไป

แม้อัตราการว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.4% และการเลิกจ้างยังอยู่ในระดับต่ำ แต่เฟดสังเกตว่าการจ้างงานใหม่ยังคงอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน ซึ่งสะท้อนว่าภาคธุรกิจยังคงระมัดระวังต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจและผลกระทบจากเทคโนโลยีอัตโนมัติและ AI ที่อาจลดความต้องการแรงงานในระยะยาวเฟดมองว่าตลาดแรงงานกำลังเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น และความเสี่ยงด้านลบได้ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ในสภาพแวดล้อมที่การจ้างงานใหม่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ หากความต้องการแรงงานลดลงเพิ่มเติม อัตราการว่างงานอาจปรับเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่เฟดต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

เงินเฟ้อชะลอลง แต่ยังไม่เพียงพอให้ Fed ผ่อนคลายนโยบาย

อัตราเงินเฟ้อที่ประกาศจะปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับสูงสุดในช่วงปี 2022 แต่ยังคงอยู่ที่ประมาณ 2.8–3.0% ในเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งยังสูงกว่าเป้าหมายของเฟด โดยแรงกดดันเงินเฟ้อในปัจจุบันมีสาเหตุสำคัญจากภาคสินค้า โดยเฉพาะผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าที่เพิ่มต้นทุนของสินค้า ขณะที่เงินเฟ้อภาคบริการ โดยเฉพาะค่าเช่าที่อยู่อาศัย เริ่มแสดงสัญญาณชะลอตัว ซึ่งช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อโดยรวมเฟด คาดว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจากภาษีจะค่อยๆ ลดลงในช่วงปีนี้ และเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่แนวโน้มขาลงอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการยังแสดงความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจลดลงช้ากว่าที่คาด และมีความเสี่ยงที่จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เฟดยังไม่รีบปรับลดอัตราดอกเบี้ย

ข้อสรุปจากการประเมินเศรษฐกิจโดยรวมเฟด มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50–3.75% โดยคณะกรรมการส่วนใหญ่เห็นว่านโยบายการเงินในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว หลังจากที่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้วก่อนหน้านี้ และต้องการรอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อและเศรษฐกิจแม้จะมีกรรมการบางส่วนเสนอให้ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เนื่องจากกังวลต่อแนวโน้มตลาดแรงงาน แต่เสียงส่วนใหญ่ยังเห็นว่าการเร่งลดดอกเบี้ยเร็วเกินไป อาจเสี่ยงทำให้เงินเฟ้อกลับมาสูงอีกครั้ง เฟดยังเน้นว่านโยบายการเงินไม่ได้อยู่ในเส้นทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และการตัดสินใจในอนาคตจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งสะท้อนว่าเฟดกำลังเข้าสู่ช่วง “Wait and See” อย่างเต็มรูปแบบ

ปัจจัยนโยบายการเงินของเฟด อาจยังไม่มีผลกระทบต่อความเคลื่อนไหวของราคาทองคำระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่มมองเห็น “สัญญาณการเปลี่ยนแปลง” โดยคาดว่าการลดดอกเบี้ยอาจเริ่มต้นหลังการเข้ารับตำแหน่งของประธานเฟดคนใหม่ในเดือนพฤษภาคม และจากการประเมินของ CME FedWatch Tool คาดว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยรวม 2 ครั้งภายในปีนี้แม้ผลกระทบอาจยังไม่เกิดขึ้นทันที แต่สิ่งสำคัญคือทิศทางของตลาดกำลังเปลี่ยนไป เพราะเมื่อใดที่เฟดเริ่มลดดอกเบี้ยจริง ค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรมักจะอ่อนตัวลง ซึ่งจะช่วยหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นในช่วงกลางถึงปลายปี 2026 อาจกลายเป็นช่วงเวลาสำคัญ ที่ราคาทองคำจะกลับมาได้รับแรงหนุนอีกครั้ง และมีโอกาสเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการเงินที่กำลังจะเกิดขึ้น

แหล่งอ้างอิง : Fedralreserve.gov

ดาวน์โหลดเอกสาร

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

 
iran nuclear bloomberg

อิหร่าน-รัสเซีย ซ้อมรบร่วมในอ่าวโอมาน-มหาสมุทรอินเดีย รับมือภัยคุกคามสหรัฐฯ

10:17 น.

 
trump cnn

“ทรัมป์” ขีดเส้นตายอิหร่านบรรลุข้อตกลงสหรัฐใน 10 วัน ก่อนถูกถล่ม

10:13 น.

 
HSH US tariffs website

พายุภาษีทรัมป์ กำลังเขย่าทั้งการเมือง การคลัง และเศรษฐกิจโลก “ทองคำ” ไม่อาจนิ่งเฉย

15:23 น.

 
Kevin Hassett

ที่ปรึกษา “ทรัมป์” เดือด! หลังเฟดเผยบทวิจัยชี้ชาวอเมริกันเป็นฝ่ายแบกรับภาษี “ทรัมป์”

09:11 น.

คำถามที่พบบ่อย

เกี่ยวกับเรา

พูดคุยกับเรา

พบเจอปัญหา หรือมีข้อสงสัย
ทักหาเราได้เลยที่นี่

เวลาทำการลูกค้าสัมพันธ์
จันทร์ - ศุกร์ 08.30 น. - 24.00 น.
เสาร์ - อาทิตย์ 08.30 น. - 17.30 น.

For the best experience, we recommend viewing the site in portrait orientation on mobile devices.

ไอคอน PDPA

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน กรุณาดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

You can choose your cookie settings by enabling/disabling cookies for each category as needed, except for necessary cookies.

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้เหล่านี้จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์ เช่น การรักษาการล็อกอินของผู้ใช้ การบันทึกสินค้าที่เพิ่มลงในรถเข็น และการบันทึกการตั้งค่าภาษา
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ เช่น จำนวนผู้เข้าชม, หน้าเว็บที่ได้รับความนิยม และพฤติกรรมการท่องเว็บ ซึ่งช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้การทำงานเพื่อจดจำการตั้งค่าผู้ใช้

    คุกกี้เหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ โดยจดจำการตั้งค่าที่ผู้ใช้เคยกำหนดไว้ เช่น ชื่อผู้ใช้, ภาษา, ภูมิภาค หรือการปรับแต่งเว็บไซต์ตามความต้องการ
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ของบุคคลที่สามเพื่อการวิเคราะห์และการตลาด

    คุกกี้เหล่านี้ถูกตั้งค่าโดยบุคคลที่สาม เช่น ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลหรือผู้ให้บริการโฆษณา และใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น การวิเคราะห์เว็บไซต์และการทำการตลาด
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้โฆษณาเพื่อแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจ

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อติดตามการใช้งานของผู้ใช้บนเว็บไซต์ต่าง ๆ และแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจของผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งมักจะใช้โดยเครือข่ายโฆษณาภายนอก
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึกการตั้งค่า