โดยคุณศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา
ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
4 ปัจจัยทองคำถูกเทขายหนัก
- แรงเทขายทำกำไรเพื่อล็อกผลตอบแทน หลังจากราคาทองปรับขึ้นอย่างร้อนแรงผิดปกติเพิ่มขึ้น 600 ดอลลาร์เพียง 2 วัน และให้ผลตอบแทนปีนี้สูงถึง 29% เมื่อคำนวณจากราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,595 ดอลลาร์ ซึ่งอาจนำไปชดเชยผลขาดทุนจากสินทรัพย์บางตัวอย่าง Bitcoin
- ทรัมป์เสนอเควิน วอร์ชเป็นประธานเฟดคนใหม่ แทนพาวเวลที่จะครบวาระเดือนพฤษภาคม ซึ่งเควิน วอร์ช สมัยเป็นผู้ว่าการเฟด 5 ปี (ปี 2006–2011) ผ่านช่วงวิกฤตการเงินโลก มีนโยบายการเงินสายเหยี่ยว ต้องการควบคุมเงินเฟ้อและไม่เห็นด้วยกับการทำมาตรการ QE เคยโหวตคัดค้าน QE รอบที่ 2 ทำให้ตลาดกังวลว่าเฟดจะตรึงดอกเบี้ยในอัตราที่สูงยาวนานขึ้น
- เงินดอลลาร์กลับทิศทางแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากอ่อนค่าลงแตะต่ำสุดในรอบ 4 ปี ซึ่งเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น 1.8% ดัชนีเงินดอลลาร์ในวันศุกร์ที่ผ่านมา (30 ม.ค.) ขึ้นไปแตะ 97.29 จากลงไปแตะต่ำสุดที่ 95.55 ในวันพุธที่ผ่านมา (28 ม.ค.)
- ปัจจัยด้านเทคนิค เตือนว่าราคาทองจะมีการปรับฐานในวันพฤหัสที่ผ่านมา (29 ม.ค.) กราฟแท่งเทียนมีรูปแบบ Long legged Doji โดยมีไส้เทียนบนและล่างยาว แรงซื้อสู้กับแรงเทขายอย่างหนัก ผสมการถล่มขายจาก Robot trade หลังราคาหลุดจุดขายตั้งขาดทุน ทำให้มีคำสั่งขายจาก Robot trade ส่งผลให้ราคาทองลงอย่างรวดเร็ว และราคาทองมีความผันผวนสูงมาก ช่วงกว้างราคาทองสูงสุดและต่ำสุดในวันศุกร์สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 760 ดอลลาร์
ปัจจัยด้านเทคนิคส่งสัญญาณราคาทองปรับฐาน
ทองคำจะลงอีกหรือไม่ น่าซื้อหรือยัง
วันนี้ (2 ก.พ.) ทองยังเผชิญแรงเทขายต่อเนื่อง ราคาทองยังปรับลงแรงและมีความผันผวนสูง ถึงแม้ว่าปัจจัยบวกระยะสั้นอาจลดลง ไม่ว่าจะเป็นเสี่ยงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ลดลงจากข่าวสหรัฐฯ-อิหร่านพร้อมเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง ประเด็นความกังวลว่าทรัมป์เสนอเควิน วอร์ชเป็นประธานเฟดคนใหม่ที่เป็นสายเหยี่ยว อาจทำให้ดอกเบี้ยสหรัฐฯ ไม่ลดลงมากอย่างที่ตลาดคาด แต่มองว่าทรัมป์ต้องแต่งตั้งประธานเฟดที่มีนโยบายลดดอกเบี้ยสอดคล้องกับทรัมป์ ทั้งนี้ถ้าวอร์ชได้แถลงมีท่าทีสายพิราบมากขึ้น ทำให้คาดว่าราคาทองจะฟื้นตัวขึ้นได้ เนื่องจากก่อนหน้านี้วอร์ชได้เคยแสดงจุดยืนต่อสาธารณะว่าเฟดควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างมาก โดยให้เหตุผลว่าการเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพการผลิตจาก AI จะช่วยควบคุมแรงกดดันด้านราคา และเฟดไม่จำเป็นต้องเผชิญกับ “ทางเลือกที่โหดร้าย” ระหว่างการกดเงินเฟ้อกับการทำลายตลาดแรงงาน
ทองคำให้ผลตอบแทนโดดเด่นสุดเมื่อเทียบกับเงินกระดาษที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยอื่นๆ ทั้งเงินดอลลาร์ เงิน ฟรังก์สวิส เงินเยน ซึ่งปี 2568 ทองให้ผลตอบแทนสูงถึง 64% และเดือนมกราคมปีนี้ทองให้ผลตอบแทน 13% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในการรักษามูลค่าของทองคำ กระแส Debasement trade ที่มองว่าการเสื่อมมูลค่าเงินกระดาษในระยะยาว กระแส De-dollarization ทำให้ธนาคารกลาง ยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่เข้าซื้อทองคำ หลังจากปี 2568 ยังเข้าซื้อทองคำ 863 ตัน และเม็ดเงิน Fund Flow ที่ยังไหลเข้าอีทีเอฟทองคำในปีนี้ 74.8 ตัน (ณ 23 ม.ค 69) ถือครองทองคำ 4,099 ตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ ซึ่งปี 2568 Fund Flow ไหลเข้าสูงถึง 801 ตัน เป็นปีที่แข็งแกร่งอันดับ 2 ในประวัติการณ์
ดังนั้นคาดว่าราคาทองในระยะยาวยังเป็นขาขึ้น มองว่าปัจจัยพื้นฐานในระยะยาวไม่ได้เปลี่ยนแปลง ราคาทองที่ปรับลงแรงช่วงนี้ เป็นโอกาสเข้าซื้อได้ กลยุทธ์แนะนำแบ่งทยอยสะสม จุดเข้าซื้อไม้แรกที่ 4,300-4,500 ดอลลาร์ ทองไทยราวที่ 67,000-69,000 บาท










