“สงกรานต์เลือด” ปี 2556 ยังเป็นภาพจำที่นักลงทุนทองคำไทยไม่เคยลืม จากการร่วงลงของราคาทองคำโลกกว่า 200 ดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 2 วัน และราคาทองไทยที่ปรับลดลงอย่างรุนแรงในช่วงเวลาเดียวกัน วันนี้ในปี 2569 ตลาดทองคำกลับมาอยู่ในภาวะผันผวนรุนแรงอีกครั้ง เหวี่ยงตัววันละหลายร้อยดอลลาร์ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งดอกเบี้ยสูง เงินเฟ้อ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ คำถามสำคัญจึงกลับมาอีกครั้งว่า เรากำลังเผชิญเพียง “การปรับฐานตามวัฏจักร” หรือกำลังยืนอยู่หน้าประตูของเหตุการณ์ที่อาจซ้ำรอยประวัติศาสตร์อีกครั้ง
เมื่อเทศกาลสงกรานต์เริ่มใกล้เข้ามาอีกครั้ง ท่ามกลางตลาดทองคำที่ยังคงผันผวนรุนแรงและแกว่งตัวในกรอบกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยหวนกลับไปนึกถึงเหตุการณ์สำคัญในอดีตที่ยังคงเป็น “บาดแผลทางจิตวิทยา” ของตลาดทองคำไทย นั่นคือ “สงกรานต์เลือด” ปี 2556
ในเดือนเมษายน 2556 ราคาทองคำโลกปรับตัวลดลงจากบริเวณ 1,560 ดอลลาร์ ลงสู่ระดับ 1,330 ดอลลาร์ ภายในเวลาเพียง 2 วัน คิดเป็นการปรับฐานกว่า 13% ซึ่งถือเป็นการร่วงลงที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ขณะที่ราคาทองคำไทยปรับตัวลงจาก บาทละ 21,500 บาท สู่ระดับ 18,300 บาท ภายในระยะเวลาใกล้เคียงกัน สร้างแรงกระแทกอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทย
ปัจจัยเบื้องหลัง “สงกรานต์เลือด 2556”
เหตุการณ์ในปี 2556 ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดโลกในขณะนั้น โดยมี ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
- การส่งสัญญาณของธนาคารกลางสหรัฐเกี่ยวกับการยุติมาตรการ QE
ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่า เฟดจะลดสภาพคล่องอย่างรวดเร็ว - การแข็งค่าของดอลลาร์และการพุ่งขึ้นของ Bond Yield
ทำให้ Real Yield ปรับขึ้นแรง ซึ่งเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อทองคำ - การเทขายทองคำจากกองทุน ETF ขนาดใหญ่
โดยเฉพาะ SPDR ที่ขายทองคำในปริมาณสูงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ - แรงขายต่อเนื่องจากตลาดฟิวเจอร์สและการบังคับขายจาก Leverage
ทำให้แรงขายเร่งตัวแบบลูกโซ่
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “Perfect Storm” ของแรงขายที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งระบบ ส่งผลให้ราคาทองคำเข้าสู่ภาวะ Panic Sell อย่างแท้จริง
ภาพสะท้อนปี 2569: ตลาดผันผวน แต่ยังไม่ใช่วิกฤต
หากมองกลับมาที่ปี 2569 ตลาดทองคำกำลังอยู่ในช่วงที่มีความผันผวนสูงผิดปกติ โดยราคาทองคำโลกเคลื่อนไหวในกรอบกว้างถึง 100–300 ดอลลาร์ต่อรอบ ซึ่งในอดีตถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่รุนแรง แต่ในปัจจุบันกลับกลายเป็น “เรื่องปกติ” ของตลาดที่มีสภาพคล่องสูงและมีผู้เล่นเชิงอัลกอริทึมจำนวนมาก
ราคาทองคำทำจุดสูงสุดของปีเมื่อวันที่ 29 มกราคม ที่ระดับ 5,098 ดอลลาร์ ก่อนจะปรับตัวลงทำจุดต่ำสุดของปีเมื่อวันที่ 23 มีนาคม บริเวณ 4,099 ดอลลาร์ และล่าสุดเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 4,676 ดอลลาร์
ความผันผวนระดับนี้สะท้อนว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วง “ปรับสมดุล” หลังจากการปรับขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงก่อนหน้า มากกว่าจะเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนเทรนด์เชิงโครงสร้าง
แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ: ปี 2556 vs ปี 2569
แม้การเคลื่อนไหวของราคาจะดูรุนแรง แต่โครงสร้างของตลาดในปี 2569 แตกต่างจากปี 2556 อย่างชัดเจน โดยใน
ปี 2556 ตลาดทองคำได้รับแรงกดดันจาก
- เฟดกำลังถอน QE
- ดอกเบี้ยมีแนวโน้มขาขึ้นชัดเจน
- ความต้องการทองลดลง
- ETF เทขายต่อเนื่อง
ขณะที่ปี 2569
- ดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง แต่ทิศทางยังไม่แน่นอน
- ธนาคารกลางทั่วโลกยังสะสมทองคำต่อเนื่อง
- ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ ในระดับสูง
- หนี้สาธารณะโลกอยู่ในระดับสูง ทำให้ทองคำเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ
กล่าวได้ว่า ปี 2556 คือ “ตลาดถูกดูดสภาพคล่อง”
แต่ปี 2569 คือ “ตลาดกำลังปรับสมดุลในสภาวะความไม่แน่นอนสูง”
จะเกิด “สงกรานต์เลือด” ซ้ำหรือไม่
ในเชิงเทคนิค การปรับฐานแรงยังสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะหากเกิดเงื่อนไขดังต่อไปนี้พร้อมกัน
- ดอลลาร์แข็งค่าอย่างรวดเร็ว
- Bond Yield ปรับขึ้นแรง
- กองทุนขนาดใหญ่ลดสถานะพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม จากบริบทปัจจุบัน โอกาสเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกับปี 2556 ยังถือว่า “จำกัด” เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานยังสนับสนุนราคาทองคำในระยะกลางถึงยาว
แนวโน้มราคาทองคำ โดย ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส
ราคาทองคำในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 ยังคงเคลื่อนไหวในลักษณะผันผวนสูง หลังเผชิญแรงขายต่อเนื่องในเดือนมีนาคมซึ่งถือเป็นการปรับฐานแรงที่สุดในรอบหลายปี แม้ล่าสุดราคาจะเริ่มรีบาวด์กลับมายืนบริเวณ 4,600–4,700 ดอลลาร์ แต่ตลาดยังคงเผชิญแรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงความกังวลว่าเฟดอาจชะลอการลดดอกเบี้ย ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานและสถานการณ์ตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงมองภาพระยะกลางถึงยาวในเชิงบวก เช่นเดียวกับ ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส โดยมองว่าการปรับฐานในรอบนี้เป็นเพียง “การพักตัวในแนวโน้มขาขึ้น” มากกว่าการเปลี่ยนเทรนด์หลัก เนื่องจากแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูง และความต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์ดอลลาร์ยังคงดำเนินต่อไป โดยสถาบันการเงินขนาดใหญ่หลายแห่งยังคงให้เป้าหมายราคาทองคำในปี 2569 อยู่ในช่วง 5,000–6,300 ดอลลาร์ สะท้อนมุมมองว่าทองคำยังอยู่ในวัฏจักรขาขึ้น แม้ระยะสั้นจะยังต้องเผชิญความผันผวนสูง
สรุปได้ว่า ความผันผวนของตลาดทองคำในปี 2569 อาจทำให้นักลงทุนรู้สึกคุ้นเคยกับความรุนแรงของการเคลื่อนไหวในอดีต แต่ในความเป็นจริง ตลาดกำลังอยู่ในช่วง “ปรับฐานในขาขึ้น” มากกว่าการเข้าสู่ขาลงเชิงโครงสร้าง
บทเรียนจากปี 2556 ยังคงมีคุณค่า แต่การนำมาใช้ต้องพิจารณาควบคู่กับบริบทใหม่ของโลกการเงินที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
การลงทุนในช่วงที่ตลาดผันผวนสูง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการคาดเดาทิศทางเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารพอร์ตให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงได้ในทุกสถานการณ์ การมีแผนและวินัยในการลงทุน จึงเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้พอร์ตในระยะยาว
ด้วยประสบการณ์ในตลาดทองคำมาอย่างต่อเนื่อง ฮั่วเซ่งเฮง มุ่งเน้นการนำเสนอข้อมูลเชิงลึก บทวิเคราะห์ และมุมมองตลาดอย่างเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล บนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้านและการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ 02 112 2222 กด 6 หรือ Line: @hgfsocial
บทความโดย คุณ วราวุธ เบญจาพุทธารักษ์
กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
ผู้จัดการ ตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ และพ.ร.บ. สัญญาซื้อขายล่วงหน้า บจ. ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส
ผู้แนะนำการลงทุนตราสารซับซ้อนประเภท 1
ผู้วางแผนการลงทุน
หมายเหตุ: คำชี้แจงเกี่ยวกับการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการจัดทำบทวิเคราะห์
คำชี้แจงเกี่ยวกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI Disclosure)
การใช้งานและวัตถุประสงค์:
บทวิเคราะห์ฉบับนี้มีการใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เพื่อช่วยในการรวบรวมข้อมูล สังเคราะห์สรุปภาวะตลาด และเรียบเรียงเนื้อหาบางส่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในการนำเสนอข้อมูลแก่ผู้ลงทุน
กระบวนการตรวจสอบและมาตรฐานวิชาชีพ:
ข้อมูลและเนื้อหาที่ผลิตโดยระบบ AI ทั้งหมด ได้ผ่านการตรวจสอบ สอบทาน และยืนยันความถูกต้องโดย นักวิเคราะห์ที่ได้รับอนุญาต (Human-in-the-Loop) บริษัทและนักวิเคราะห์ยังคงเป็นผู้รับผิดชอบต่อเนื้อหาและความสมเหตุสมผลของบทวิเคราะห์ตามมาตรฐานวิชาชีพที่กำหนดโดยสำนักงาน ก.ล.ต.
ข้อจำกัดและความเสี่ยง:
เทคโนโลยี AI อาจมีข้อจำกัดด้านความครบถ้วนสมบูรณ์หรือความทันสมัยของข้อมูลในบางสถานการณ์ ผู้ลงทุนควรใช้ข้อมูลในบทวิเคราะห์นี้เป็นส่วนหนึ่งประกอบการตัดสินใจลงทุนควบคู่กับปัจจัยอื่น ๆ อย่างรอบคอบ
ช่องทางการติดต่อและตรวจสอบย้อนหลัง:
บริษัทได้จัดให้มีระบบบันทึกข้อมูลย้อนหลัง (Traceability) เพื่อการตรวจสอบความโปร่งใส หากท่านพบข้อสงสัยหรือความผิดพลาดประการใด โปรดติดต่อ:
หน่วยงาน: Marketing & Business Development
เบอร์โทรศัพท์: 02 112 2222 ต่อ 1236








