Kitco รายงาน – ราคาทองคำในสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวอย่างผันผวนรุนแรง หลังเผชิญแรงดึงจากสองปัจจัยสำคัญที่กำลังปะทะกันโดยตรง ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว และชุดข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่อาจกำหนดทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในช่วงที่เหลือของปีนี้
ก่อนหน้านี้ การโจมตีร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน Ayatollah Ali Khamenei เสียชีวิต และมีการโจมตีเป้าหมายสำคัญทั้งโครงการนิวเคลียร์และศูนย์บัญชาการทางทหาร ได้กระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างหนัก จนราคาทองคำพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ระดับ 5,594.82 ดอลลาร์ต่อออนซ์เมื่อวันที่ 29 มกราคม
อย่างไรก็ตาม ภายในสัปดาห์เดียวกัน ราคาทองคำกลับเคลื่อนไหวผันผวนอย่างมาก โดยราคาทองคำตลาดสปอตพุ่งขึ้นเหนือระดับ 5,400 ดอลลาร์ในวันจันทร์ ก่อนจะถูกเทขายลงแรงถึงประมาณ 4% ในวันอังคาร จากนั้นจึงฟื้นตัวกลับมา 1.6% ในวันพุธ และเพิ่มขึ้นอีก 0.8% ในวันพฤหัสบดี ส่งผลให้สัญญาทองคำล่วงหน้าเดือนเมษายนเคลื่อนไหวอยู่บริเวณประมาณ 5,186 ดอลลาร์
หนึ่งในปัจจัยที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิดคือสถานการณ์บริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก โดยมีน้ำมันประมาณ 20% ของปริมาณการค้าทั่วโลกต้องผ่านเส้นทางนี้ ความเสี่ยงที่เส้นทางดังกล่าวอาจได้รับผลกระทบจากสงคราม ทำให้ตลาดเริ่มกังวลถึง “ช็อกด้านพลังงาน” ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งอาจผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ภาวะดังกล่าวถือเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อสินทรัพย์แบบดั้งเดิม แต่กลับเป็นปัจจัยที่ historically สนับสนุนราคาทองคำ
นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่าง J.P. Morgan ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทองคำ โดยคาดว่าราคาทองคำอาจปรับตัวขึ้นแตะระดับ 6,300 ดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้ ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนแนวโน้มดังกล่าว ได้แก่ ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงยืดเยื้อ การสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่าธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำสุทธิถึง 230 ตันในไตรมาส 4 ของปี 2025 รวมถึงกระแสเงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่กองทุน ETF ทองคำในเดือนมกราคมสูงถึง 18,700 ล้านดอลลาร์
Peter Grant นักกลยุทธ์ด้านโลหะมีค่าของ Zaner Metals ระบุว่า ตราบใดที่ความขัดแย้งกับอิหร่านยังดำเนินต่อไป ปัจจัยดังกล่าวจะยังคงเป็นแรงสนับสนุนต่อราคาทองคำ แต่ก็เตือนว่าตลาดจะยังคงมีความผันผวนสูง จนกว่าจะเห็นสัญญาณว่าความตึงเครียดทางทหารเริ่มถึงจุดสูงสุดแล้ว
การปรับตัวลงแรงของราคาทองคำในวันอังคารสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคเช่นกัน แม้ว่าทองคำจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันจากความขัดแย้งกลับกระตุ้นความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น และทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ซึ่งดอลลาร์เองก็ถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยอีกประเภทหนึ่ง
การแข็งค่าของดอลลาร์ทำให้ทองคำมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อที่ใช้สกุลเงินอื่น จึงกลายเป็นปัจจัยจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ แม้ในช่วงที่ตลาดเต็มไปด้วยความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกัน ตลาดการเงินกำลังคาดการณ์อย่างกว้างขวางว่า Fed จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในการประชุมวันที่ 17–18 มีนาคมนี้
ในระยะสั้น ตลาดกำลังจับตาปัจจัยสำคัญสามประการ โดยเริ่มจากรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls) ประจำเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจะประกาศในวันนี้ และอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดก่อนเข้าสู่ช่วงสุดสัปดาห์ นักลงทุนกำลังติดตามว่าต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคการจ้างงานหรือไม่
หลังจากนั้น ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI เดือนกุมภาพันธ์จะประกาศในวันที่ 11 มีนาคม ขณะที่รายงานเงินเฟ้อ PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อสำคัญของ Fed ถูกเลื่อนกำหนดประกาศออกไปเป็นวันที่ 9 เมษายน ทำให้ข้อมูล CPI และตัวเลขการจ้างงานในรอบนี้มีความสำคัญมากกว่าปกติ เนื่องจาก Fed จะมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจนโยบายการเงินน้อยกว่าปกติในการประชุมสัปดาห์หน้า
ความไม่แน่นอนยังเพิ่มขึ้นอีกจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อ Kevin Warsh อดีตผู้ว่าการ Fed ให้ดำรงตำแหน่งประธาน Fed คนใหม่ ซึ่งตลาดมองว่าอาจนำไปสู่ท่าทีของธนาคารกลางที่เปิดกว้างต่อการปรับลดดอกเบี้ยมากขึ้นในระยะกลาง ซึ่งถือเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สนับสนุนราคาทองคำ
แหล่งที่มา : Kitco








