ในช่วงที่นักวิเคราะห์และนักลงทุนจำนวนมากกำลังเปรียบเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นกับหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หรือ Big Tech ในปัจจุบันกับช่วงก่อนฟองสบู่ดอตคอมแตกในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ยังมีอีกหนึ่งบทเรียนจากอดีตที่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือ การเก็งกำไรในธุรกิจรถไฟก่อนเกิดวิกฤตปี 1873
ข้อมูลจากไมเคิล ฮาร์ตเน็ตต์ นักกลยุทธ์ของ Bank of America แสดงให้เห็นว่า ในช่วงที่เกิดฟองสบู่สินทรัพย์ครั้งสำคัญในอดีต สัดส่วนการกระจุกตัวของตลาดมักเพิ่มขึ้นจนมีเพดานอยู่บริเวณ 40% แต่ช่วงที่เกิดการขยายตัวอย่างมากของธุรกิจรถไฟในศตวรรษที่ 19 ถือเป็นข้อยกเว้นที่เห็นได้ชัด
วิกฤตรถไฟปี 1873 เป็นการล่มสลายทางการเงินครั้งใหญ่ที่เกิดจากการเก็งกำไรอย่างหนักในการก่อสร้างทางรถไฟ ก่อนจะลุกลามไปสู่ “Panic of 1873” หรือวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ในเวลาต่อมา
ข้อมูลจาก PBS ระบุว่า ในช่วงวิกฤตดังกล่าว บริษัททางรถไฟของสหรัฐฯ จำนวน 89 แห่งจากทั้งหมด 364 แห่ง ต้องเข้าสู่ภาวะล้มละลาย และมีธุรกิจทั้งหมดประมาณ 18,000 แห่ง ต้องปิดกิจการภายในเวลาเพียง 2 ปี ขณะที่ภายในปี 1876 อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 14%
แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ในปัจจุบันจะเหมือนกับวิกฤตรถไฟในปี 1873 แต่สิ่งที่ควรจับตาคือ มูลค่าหุ้นของบริษัทชั้นนำยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่อิทธิพลของหุ้นเหล่านี้ต่อตลาดโดยรวมก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ปัจจุบัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แทบจะได้รับแรงพยุงจากหุ้นเทคโนโลยีเพียงไม่กี่ตัว โดยเฉพาะ Nvidia, Apple และ Microsoft
ข้อมูลจาก Creative Planning ระบุว่า ดัชนี S&P 500 ไม่เคยมีการกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเพียง 3 บริษัทมากเท่ากับในปัจจุบัน โดย Nvidia, Apple และ Microsoft รวมกันมีน้ำหนักมากกว่า 21% ของดัชนี S&P 500
ความสำคัญของหุ้นทั้งสามบริษัทต่อการเคลื่อนไหวของ S&P 500 จึงอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ และเมื่อเปรียบเทียบกับอดีตจะเห็นว่าการกระจุกตัวในปัจจุบันถือว่าสูงกว่าช่วงก่อนหน้าอย่างชัดเจน
ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 หุ้นของ IBM, AT&T และ ExxonMobil เคยเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อตลาดอย่างมาก แต่แม้ในช่วงที่หุ้นทั้งสามบริษัทมีมูลค่าสูงสุดรวมกัน ก็คิดเป็นเพียงประมาณ 13.4% ของดัชนี S&P 500 เท่านั้น
ประเด็นที่ตลาดกำลังจับตาจึงไม่ใช่เพียงว่าหุ้น AI จะสามารถเติบโตต่อไปได้อีกมากแค่ไหน แต่คือ การที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พึ่งพาหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัทมากขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้ความผันผวนรุนแรงขึ้นหรือไม่ หากหุ้นกลุ่มดังกล่าวเกิดการปรับฐานพร้อมกัน
บทเรียนจากวิกฤตในอดีตไม่ได้หมายความว่าฟองสบู่ AI จะต้องแตกในแบบเดียวกับวิกฤตรถไฟหรือดอตคอม แต่ประวัติศาสตร์สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อการลงทุนและมูลค่าตลาดกระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์หรืออุตสาหกรรมเพียงไม่กี่กลุ่มมากเกินไป การเปลี่ยนแปลงของกลุ่มดังกล่าวสามารถส่งผลกระทบต่อตลาดและเศรษฐกิจในวงกว้างได้
ที่มา : Yahoo Finance








