ออสตัน ดี. กูลส์บี ประธานเฟด สาขาชิคาโก เตือนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อของสหรัฐอาจไม่ได้มาจากมาตรการภายนอกอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ “กำลังขยายไปสู่ฝั่งอุปสงค์” ด้วย ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้เพื่อสกัดการขยายตัวของราคา
ก่อนหน้า การเร่งขึ้นของราคาตลอด 18 เดือนที่ผ่านมาเคยถูกมองว่าเกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน เช่น ภาษีศุลกากรและแรงกระเพื่อมจากราคาน้ำมัน โดยผู้กำหนดนโยบายส่วนใหญ่เคยตั้งสมมติฐานว่าจะผ่านไปได้เองโดยไม่ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ตอนนี้ความกดดันจากอุปทานกลับทิ้งร่องรอยยาวนานกว่าเดิม และมีหลักฐานว่าการใช้จ่ายภายในประเทศที่ยังแข็งแกร่ง รวมถึงการลงทุนมูลค่ามากในปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังดันราคาในวงกว้างขึ้นด้วย
กูลส์บี ระบุว่า หากแนวโน้มหลักเป็นผลจาก “อุปสงค์ที่ร้อนเกินไป” การตอบสนองของ Fed จะต้องเข้มข้นและ “เริ่มเร็วกว่า” ไม่ใช่รอแล้วค่อยขึ้นมากครั้งเดียว เพราะการขึ้นดอกแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่เริ่มเร็วจะสร้างความเสียหายน้อยกว่าการชะลอแล้วต้องขึ้นแรงในภายหลัง
ล่าสุด คณะกรรมการนโยบายของ Fed ได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยไตรมาสละ 0.25 จุดในสัปดาห์ก่อน และตัดคำอธิบายที่เคยระบุว่าเงินเฟ้อสูงเป็นผลจาก “แรงกระทบด้านอุปทาน” ออก เหลือเพียงว่า “เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง” ซึ่งสะท้อนความลังเลน้อยลงต่อการมองข้ามแรงกดดันด้านราคา
กูลส์บี ชี้ว่าบทเรียนหลังการระบาด COVID-19 คือแรงกระทบด้านอุปทานที่ควรจะเป็นเรื่องชั่วคราว กลับกลายเป็นมีอิทธิพลยืดเยื้อมากกว่าที่คิด ดังนั้น ผู้กำหนดนโยบายไม่อาจเพิกเฉยได้อีกต่อไป เว้นแต่จะมีหลักฐานชัดเจนว่าแรงกดดันเหล่านั้นกำลังจางลงจริง
ดัชนีราคาที่ Fed ติดตาม (PCE) ยังอยู่สูง อยู่ที่ 3.7% ในเดือนกรกฎาคมแบบเทียบปีต่อปี — ทำให้เส้นทางกลับสู่เป้าหมาย 2% ดูท้าทายขึ้นกว่าเดิม สำหรับตัวเขา “ทางกลับมีเพียงทางที่ยาก” คือการขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น ซึ่งอาจกระทบการเติบโตและตลาดแรงงานในระดับหนึ่งหากต้องใช้มาตรการเข้มข้น
อ้างอิง : Reuters








