สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุเมื่อวันอังคาร (8 ก.ย.) ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถใช้อำนาจทางการเงินเป็นเครื่องมือด้านนโยบายต่างประเทศ เพื่อผลักดันผลประโยชน์ของพันธมิตรสหรัฐฯ รวมถึงมีอิทธิพลต่อสถานการณ์ทางการเงินและการเมืองในต่างประเทศ
เบสเซนต์กล่าวในงานที่ค็อกซ์ สคูล ออฟ บิสซิเนส มหาวิทยาลัยเซาเทิร์น เมธอดิสต์ (SMU) ว่า สหรัฐฯ สามารถนำงบดุลของประเทศมาใช้สนับสนุนนโยบายต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายคือการสร้างพันธมิตรในซีกโลกตะวันตก
เบสเซนต์ยกอาร์เจนตินาเป็นประเทศนำร่องสำหรับแนวทางดังกล่าว พร้อมระบุว่าเชื่อว่ารัฐบาลประธานาธิบดีฆาบิเอร์ มิเลย์ มีนโยบายที่รัดกุมและมีเสถียรภาพ
เมื่อปีที่แล้ว สหรัฐฯ ช่วยเหลือทางการเงินแก่อาร์เจนตินามูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพสกุลเงินและสนับสนุนรัฐบาลมิเลย์ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม
ความเห็นของเบสเซนต์ถือเป็นการยอมรับอย่างเปิดเผยว่า รัฐบาลทรัมป์พร้อมใช้ทรัพยากรทางการเงินของสหรัฐฯ เพื่อชี้นำการเมืองและเศรษฐกิจต่างชาติ
รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามเข้าไปมีอิทธิพลต่อการแข่งขันทางการเมืองในหลายประเทศแถบลาตินอเมริกา และเดินหน้าเพิ่มบทบาทและอิทธิพลของสหรัฐฯ ในภูมิภาค
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังสั่งจับกุมนิโคลัส มาดูโร อดีตผู้นำเวเนซุเอลา ในปฏิบัติการจู่โจมที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือหลายครั้งในทะเลแคริบเบียน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน
กลุ่มสิทธิมนุษยชนทั้งในสหรัฐฯ และทั่วโลกมองว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายจักรวรรดินิยมและเป็นการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม ขณะที่ทรัมป์ชี้ว่าทำไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ตลอดจนปราบปรามยาเสพติดและสกัดคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย
เบสเซนต์ยังกล่าวถึงกรณีที่สหรัฐฯ ร่วมกับญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงตลาดด้วยการซื้อเงินเยนเมื่อวันที่ 31 ก.ค. ซึ่งเป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก โดยมีเป้าหมายป้องกันไม่ให้แรงเทขายเงินเยนและพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นลุกลามไปยังตลาดโลก
เบสเซนต์กล่าวว่า จากการที่สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงตลาดเงินเยนร่วมกับญี่ปุ่น ทำให้เขามีข้อมูลเชิงลึกว่า ทางการญี่ปุ่น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และผู้กำหนดนโยบายจะดำเนินมาตรการอย่างไรต่อไป
นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังใช้กำแพงภาษีเป็นเครื่องมือด้านนโยบายต่างประเทศด้วยเช่นกัน
ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์








