Gold Bullish
- ประเทศกลุ่มตะวันออกกลางร่วมคลี่คลายความตึงเครียด
Gold Bearish
- ติดตามตัวเลขการจ้างงานภาครัฐ – เอกชน ของสหรัฐฯ
- อิหร่านเปิดฉากโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลง จากการที่นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ได้กล่าวสุนทรพจน์ครั้งสำคัญในการประชุมประจำปีที่ Jackson Hole เมื่อวันศุกร์ โดยส่งสัญญาณว่า Fed ยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับการควบคุมเงินเฟ้อ หากยังไม่ปรับตัวลงเข้าสู่เป้าหมาย 2% อย่างชัดเจนและรวดเร็วเพียงพอ และสภาวะทางการเงินในปัจจุบันอาจยังไม่เข้มงวดมากพอที่จะจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งคำกล่าวของวอร์ชข้างต้นนี้ ได้ส่งผลให้ FedWatch Tool ของ CME Group กลับมากพลิกคาดการณ์อย่างรวดเร็วจากเดือน ธ.ค. เป็น ก.ย.ว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุม FOMC เดือน ก.ย. นี้อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
ประเทศกลุ่มตะวันออกกลางร่วมคลี่คลายความตึงเครียด
ปธน.ทรัมป์ ยังไม่มีกรอบเวลาตายตัวในการให้อิหร่านกลับสู่โต๊ะเจรจา และไม่รีบร้อนที่จะเปิดฉากโจมตีอิหร่านด้วยอาวุธ โดยปธน.ทรัมป์ระบุว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายได้เปรียบจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากทั้งตัวสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร เช่น UAE ที่มีการทำธุรกรรมทางการเงินกับอิหร่านได้ประกาศคว่ำบาตรตามสหรัฐฯ เพื่อให้อิหร่านเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ในขณะที่จอมพล อาซิม มูนีร์ (Asim Munir) ผู้บัญชาการทหารบกปากีสถาน พร้อมด้วยนายโมห์ซิน นาควี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าพบปธน.อิหร่าน นายมาซูด เปเซชเคียน และนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน เพื่อเป็นตัวกลางในการส่งผ่านข้อเสนอจากสหรัฐฯ และผลักดันการฟื้นฟูข้อตกลงกรอบอิสลามาบัด (Islamabad MoU) เพื่อหยุดยิงและคลี่คลายวิกฤตการณ์ปิดกั้นเส้นทางเดินเรือ อีกทั้งนายบาดร์ อัลบูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน เข้าพบหารือกับนายอับบาส อารัคชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เพื่อกำหนดกรอบข้อตกลงชั่วคราวในการเปิดระเบียงเดินเรือร่วมกัน และโครงการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ MOU สหรัฐฯ – อิหร่าน ที่ยังไม่มีการขยายระยะเวลาหยุดยิง กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) เปิดเผยในวันจันทร์ที่ 31 ส.ค. ว่า กองทัพได้เปิดฉากโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน ใส่ฐานทัพอากาศของสหรัฐฯ คิง ฮุสเซน (King Hussein) และอัล-อัซรัก (Al-Azraq) ในจอร์แดน เพื่อตอบโต้การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล ใส่เกาะลารัคของอิหร่านเมื่อคืนวันอาทิตย์ 30 ส.ค. อีกทั้งนายทิม ฮอว์กินส์ โฆษกกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้ตรวจพบว่ากองกำลัง IRGC กำลังเตรียมการยิงจรวดที่บรรจุทุ่นระเบิดทางน้ำลงสู่ช่องแคบฮอร์มุซ
จากปัจจัยข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า แม้ทางฝั่งปากีสถานที่เป็นตัวกลางระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน ได้เดินหน้าเข้าพบอิหร่านเพื่อช่วยไกล่เกลี่ย ในขณะที่ประเทศต่างๆในตะวันออกกลางเริ่มแสดงความร่วมมือในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้กลับมาเป็นปกติ แต่ทว่าสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน ยังคงไม่มีท่าทีจะยุติลงได้โดยง่าย แสดงให้เห็นว่า เงินเฟ้อภาคพลังงานอาจยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตาต่อไปว่าจะขยายวงกว้างขึ้นหรือไม่ ซึ่งหากเป็นไปในทิศทางสันติภาพ อาจทำให้ตลาดคลายความกังวลดอกเบี้ยเฟดที่อาจทรงตัว / ปรับตัวสูงกว่าที่คาดการณ์ เป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ อย่างไรก็ตาม หากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางยังไม่สามารถนำพาสหรัฐฯ – อิหร่าน เข้าสู่โต๊ะเจรจาได้สำเร็จ ก็อาจกดดันให้ทองคำปรับตัวลงได้เช่นกัน
ติดตามตัวเลขการจ้างงานภาครัฐ – เอกชน ของสหรัฐฯ
ในวันที่ 2 และ 4 ก.ย. นี้ สหรัฐฯ จะมีการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของ ADP ซึ่งจัดทำโดยบริษัทเอกชนและ BLS จากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ตามลำดับ โดยหากอ้างอิงจากบทสรุปการประชุม FOMC วันที่ 28-29 ก.ค. ที่ผ่านมา ได้เผยว่า คณะกรรมการมีมติ 9 ต่อ 3 เสียง ให้คงช่วงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Federal Funds Rate) ไว้ที่ 3.50% – 3.75% โดยภาพรวมการจ้างงานยังคงมีเสถียรภาพ อุปสงค์และอุปทานแรงงานอยู่ในจุดสมดุล อีกทั้งความกังวลเรื่อง AI จะทำให้เกิดการเลิกจ้างเป็นวงกว้าง (Widespread layoffs) ยังไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน แต่กลับกลายเป็นว่ามีความต้องการแรงงานทักษะสูงในสายที่เกี่ยวข้องกับ AI เพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่น ช่างไฟฟ้า (Electricians), ช่างเครื่องกล (Machinists) และวิศวกร (Engineers) ส่งผลให้ค่าจ้างกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น ส่วนแรงงานที่ถูก AI เข้ามาแทนที่กลับมีเพียงบางส่วนเท่านั้น ทั้งนี้ หากพิจารณาจากตัวเลข Total Nonfarm พบว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2026 ตัวเลขการจ้างงานรวมของสหรัฐฯ อยู่ที่ 158.59 ล้านคน จนกระทั่งเดือน ก.ค. ยังคงอยู่ที่ระดับ 158.85 ล้านคน (+0.16%) แม้ในเดือนมิ.ย. จะอยู่ที่ระดับ 158.88 ล้านคน ที่มีการปรับตัวลงมาเล็กน้อย แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ทรงตัว ขณะเดียวกัน ตัวเลขชี้วัดภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือ Sahm Rule Recession ในเดือน ม.ค. อยู่ที่ 0.30% มีการปรับตัวลงต่อเนื่องสู่ระดับ (-0.03%) ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี(หากตัวเลข Sahm Rule สูงกว่า 0.50% มีความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย ถ้าต่ำกว่าแปลว่าปกติ)
จากปัจจัยที่ได้กล่าวไปในข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในสภาวะที่ทรงตัวและยังไม่มีท่าทีว่าจะอ่อนแอ ซึ่งปัจจัยนี้อาจส่งผลให้ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของทั้งภาครัฐ – เอกชน อาจมีแนวโน้มมากกว่า / เทียบเท่ากับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง อาจเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ เนื่องจากเฟดอาจไม่จำเป็นต้องรีบลดดอกเบี้ย แต่หากเป็นไปในทางตรงกันข้าม อาจหนุนให้ทองขึ้นได้เช่นกัน
ประเด็นที่สำคัญในสัปดาห์นี้
– ดัชนี PMI ภาคการผลิต / ราคาการผลิต จาก ISM เดือน ส.ค.
– จำนวนตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครใหม่จาก JOLTS (ล้านตำแหน่ง) เดือน ก.ค.
– การจ้างงานนอกภาคเกษตรจาก ADP เดือน ส.ค.
– จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
– ดัชนี PMI ภาคการบริการ ISM เดือน ส.ค.
– ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมง เทียบรายเดือน / รายปี เดือน ส.ค.
– การจ้างงานนอกภาคเกษตร เดือน ส.ค.
– อัตราการว่างงาน เดือน ส.ค.
แนวโน้มราคาทอง
เมื่อสัปดาห์ก่อน ราคาทองคำได้ปรับตัวลงและเข้าสู่ระยะ Sideways ในภาพใหญ่ หลังจากการประชุม Jackson Hole กดดันทองลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามทั้งมุมมองเชิงบวกและลบ ดังนี้
มุมมองเชิงบวก (Upside Scenario): หากประเทศในตะวันออกกลางสามารถร่วมมือในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซและมีความคืบหน้าในการยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน รวมถึงตลาดได้ตอบสนองต่อมาตรการ Buy Back ของกระทรวงการคลังจนทำให้บอนด์ยีลด์ปรับตัวลง มีโอกาสที่ทองคำอาจปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 4,600 และ 4,700 ดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้ทองคำเริ่มสามารถรักษาระยะขาขึ้นได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง
มุมมองเชิงลบ (Downside Scenario): หากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน มีความเสี่ยงขยายวงกว้าง และกดดันให้ช่องแคบฮอร์มุซตกอยู่ในความเสี่ยง กระตุ้นให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ในขณะที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร / อัตราการว่างงาน มีความเสี่ยงที่จะแสดงถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปัจจัยเหล่านี้อาจกดดันให้ราคาทองคำถูกแรงเทขายปรับตัวลง โดยมีแนวรับบริเวณ 4,370 และ 4,300 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นแนวรับที่ไม่ควรหลุด เนื่องจากมีความเสี่ยงที่อาจทำให้ทองคำกลับเข้ามาอยู่ในระยะ Sideways ในภาพใหญ่
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 68,700 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 68,000 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 71,500 บาท และ 72,200 บาท









