บลูมเบิร์ก รายงานว่า รัฐบาลของสี จิ้นผิง กำลังส่งสารท้าทายต่อโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับอิหร่าน
ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากสหรัฐประกาศคว่ำบาตรบริษัทจีนหลายสิบแห่ง และขู่จะเล่นงาน “สถาบันการเงินรายใหญ่” ที่ไม่เปิดเผยชื่อจากความเกี่ยวพันกับเตหะราน ปักกิ่งตอบโต้โดยระบุว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอิหร่าน “ไม่ควรถูกรบกวนหรือบ่อนทำลาย” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ หลิน เจี้ยน กล่าวเตือนว่าจีนจะใช้ “มาตรการที่จำเป็นทุกประการ” เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน
ท่าทีดังกล่าวตอกย้ำความเสี่ยงของการปะทะกันรอบใหม่ระหว่างสองมหาอำนาจ ขณะที่ทรัมป์กำลังเดินหน้าโจมตีทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน เพื่อบีบให้สาธารณรัฐอิสลามยอมเข้าสู่ข้อตกลง
จีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่
จีนทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดเศรษฐกิจสำคัญของเตหะรานในฐานะผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน และสี จิ้นผิง ดูไม่รีบร้อนจะช่วยทรัมป์ยุติความขัดแย้งที่กำลังดึงทรัพยากรของสหรัฐออกจากเอเชีย ขณะเดียวกันก็เพิ่มอำนาจต่อรองให้เขาก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำเดือนหน้า สำหรับสหรัฐ การลงมือเล่นงานธนาคารจีนรายใหญ่ที่สนับสนุนเศรษฐกิจยามสงครามของอิหร่านย่อมเสี่ยงที่จะเผชิญกับการตอบโต้ครั้งใหญ่จากคู่แข่งในเอเชีย
“จีนต้องการให้ความขัดแย้งถูกควบคุมอยู่ในกรอบ แต่แทบไม่มีเหตุผลที่จะช่วยทรัมป์ยุติมันโดยไม่ได้อะไรตอบแทน” เจสซี มาร์กส์ ผู้ก่อตั้ง Rihla Research & Advisory และอดีตที่ปรึกษานโยบายตะวันออกกลางของรัฐบาลสหรัฐ กล่าว
สำหรับสี จิ้นผิง การที่ทรัมป์หมกมุ่นกับอิหร่านก็มีข้อดีอยู่ สหรัฐเพิ่งโยกย้ายเรือบรรทุกเครื่องบินเพียงลำเดียวที่ประจำการในเอเชียไปยังตะวันออกกลางในเดือนนี้ ขณะที่กองทัพสหรัฐต่อมาประกาศยกเลิกการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้จากปัญหาขาดแคลนกำลังพลที่ต้องไปประจำการรอบภูมิภาคอิหร่าน ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ช่วยให้จีนมี “พื้นที่โล่ง” มากขึ้นในการเดินหน้าทวงสิทธิ์ดินแดนในทะเลจีนใต้และรอบไต้หวันซึ่งปกครองตนเอง
จีนอาจจะเลือกทางลดซื้อน้ำมันอิหร่านแทนการยกเลิก
แม้สี จิ้นผิง จะไม่ตัดสัมพันธ์กับเตหะราน แต่ปักกิ่งอาจเลือก “ลด” การซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านลงอีก หรือปล่อยให้รายได้จากการค้าดังกล่าวถูกพักไว้ในธนาคารจีน ไม่ไหลออกข้างนอก มาร์กส์ระบุ
อีกทางเลือกหนึ่งก่อนการประชุมสุดยอดคือการให้คำมั่นควบคุมเข้มขึ้นต่อชิ้นส่วนที่สามารถใช้สองทาง (dual‑use) ที่ผลิตในจีนซึ่งอาจถูกส่งต่อไปยังโครงการอาวุธของอิหร่าน
หากเลือกเมินสหรัฐโดยสิ้นเชิงก็เสี่ยงทำให้ผู้นำสหรัฐไม่พอใจ ก่อนการพบกันวันที่ 24 ก.ย. ที่กรุงวอชิงตัน ซึ่งถูกวางกรอบให้เป็นเวทีรักษาสงบศึกทางการค้าระหว่างสองเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ในช่วงก่อนการพบปะครั้งนี้ จีนก็เริ่มซื้อน้ำมันดิบอิหร่านในราคาลดพิเศษน้อยลงแล้ว เนื่องจากการปิดล้อมทางทะเลของกองทัพเรือสหรัฐทำให้อุปทานตึงตัวขึ้น
จีนยังมีอำนาจต่อรองสหรัฐสูง
จีนยังคงมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจเหนือสหรัฐ ซึ่งจำกัดไม่ให้ทรัมป์เดินหน้าคว่ำบาตรที่ “ได้ผลจริง” มากกว่านี้ ปักกิ่งครองห่วงโซ่อุปทานแร่หายากของโลก ซึ่งมีความสำคัญต่อการผลิตทุกอย่างตั้งแต่โทรศัพท์มือถือไปจนถึงขีปนาวุธ สี จิ้นผิงเคยใช้ “อาวุธ” นี้เมื่อปีที่แล้วเพื่อสกัดสงครามภาษีศุลกากรครั้งใหญ่ของผู้นำรีพับลิกัน และตั้งแต่นั้นมาก็ช่วยเป็น “ราวกันตก” ไม่ให้ความสัมพันธ์สองประเทศทรุดหนักเกินไป
เพื่อย้ำให้เห็นถึงความต้องการร่วมกันที่จะไม่ให้ความสัมพันธ์ถดถอย สหรัฐมีแผนจะจำกัดระดับภาษีส่วนเกินด้านกำลังการผลิต (overcapacity tariffs) ที่เตรียมจะเก็บกับจีน ให้อยู่ในระดับที่ปักกิ่งเคยยอมรับมาก่อนแล้ว ตามคำบอกเล่าของแหล่งข่าวที่รู้เรื่องนี้
สหรัฐ-จีนมีท่าทีประคองเศรษฐกิจโลก
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ สก็อตต์ เบสเซนต์เองก็ส่งสัญญาณว่าฝ่ายสหรัฐไม่ต้องการให้เกิดความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจไปกว่านี้ โดยเขากล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์ว่าเขาไม่ต้องการ “ทำลายระบบการเงินโลกให้ระเบิด” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่พูดขึ้นท่ามกลางภาวะที่ต้นทุนกู้ยืมระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ
จอห์น กง ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย University of International Business and Economics ในกรุงปักกิ่ง ระบุว่า วอชิงตันน่าจะรู้ดีว่าจีนจะไม่ทำตามคำขอของสหรัฐในประเด็นอิหร่าน แต่หวังจะกดดันให้ปักกิ่งยอมอ่อนข้อในบางเรื่องย่อยแทน
“อิหร่านถูกคว่ำบาตรมานานขนาดนี้ แต่ประเทศก็ไม่เคยยอมจำนน แล้วทำไมครั้งนี้ถึงจะต่างออกไปล่ะ?” กงซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาให้กระทรวงพาณิชย์จีน กล่าวเสริม
ผู้กำหนดนโยบายของจีนเองก็มีเหตุผลที่อยากเห็นเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกเช่นกัน เพราะราคาสินค้าที่อยู่ในระดับสูงเสี่ยงบั่นทอนความต้องการสินค้าออก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญต่อการเติบโตของจีน
การที่จีนจะยอมอ่อนข้อครั้งใหญ่ในประเด็นอิหร่าน มีแนวโน้มว่าต้องแลกกับข้อเสนอจากสหรัฐในระดับที่ใกล้เคียงกัน ไต้หวันยังคงเป็น “เส้นแดง” ที่เด่นชัดที่สุดในความสัมพันธ์ทวิภาคี โดยปักกิ่งเรียกร้องมาตลอดให้วอชิงตันยุติการขายอาวุธให้หมู่เกาะศูนย์กลางอุตสาหกรรมชิปแห่งนี้ แพ็กเกจอาวุธสหรัฐมูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์สำหรับไต้หวัน ยังรอการอนุมัติอยู่ ไต้หวันเป็นเกาะที่ปกครองตนเองซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนถือว่าเป็นดินแดนของตน แม้ไม่เคยปกครองมาก่อน
จีนเดินเกมการทูต
ด้านการทูตเปิดโอกาสให้สี จิ้นผิง มีเวทีอีกทางหนึ่งในการแสดงบทบาท “ช่วยหาทางออก” ต่อสงคราม เจ้าหน้าที่จีนรวมถึงสีเอง เพิ่งเปิดการหารือกับผู้นำจอร์แดน คูเวต และชาติอาหรับอื่น ๆ ในช่วงที่ผ่านมา
จีนยังมีกำหนดเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดกับชาติโลกอาหรับภายในปีนี้ ขณะที่เวทีระดับภูมิภาคอย่างการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ที่จะจัดขึ้นในคีร์กีซสถานสัปดาห์หน้า ก็อาจเปิดโอกาสใหม่ให้สี จิ้นผิง ได้พบปะและเจรจากับตัวแทนอิหร่าน
ท้ายที่สุด เดเร็ก ซิสเซอร์ส จากสถาบัน American Enterprise Institute ระบุว่า การที่เบสเซนต์ไม่สามารถดำเนินมาตรการที่เข้มข้นกว่านี้ได้ ยิ่งทำให้จีนมองว่าสหรัฐ อยู่ในภาวะ “แบกรับภาระเกินตัว” จากความปั่นป่วนในตลาดพันธบัตร ปัญหาการเมืองภายในเรื่องค่าครองชีพ และข้อพิพาททางการค้ารอบใหม่กับแคนาดา
เขาเสริมว่า “จีนแน่ ๆ จะไม่ขยับตัวก่อน สหรัฐ จะต้องแสดงให้เห็นความมุ่งมั่นต่อแนวนโยบายใหม่นี้ให้ได้ ซึ่งจนถึงตอนนี้ยังไม่ทำ และก็เป็นสิ่งที่ทรัมป์แทบไม่เคยทำอยู่แล้ว”
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ โดย คุณวิชิต ใจตรง











