4 วุฒิสมาชิกเดโมแครตเรียกร้องประธานเฟดเปิดเผยการสนทนากับทรัมป์ หลังมีรายงานคุยโทรศัพท์กันหลายครั้งนับตั้งแต่รับตำแหน่งเดือน พ.ค. กังวลต่อความเป็นอิสระ
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครตเรียกร้องให้เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายละเอียดการสนทนากับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ นับตั้งแต่วอร์ชเข้ารับตำแหน่งผู้นำธนาคารกลางเมื่อเดือน พ.ค. ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของเฟดจากแรงกดดันทางการเมือง
ข้อเรียกร้องดังกล่าวมีขึ้นผ่านจดหมายจากวุฒิสมาชิกเดโมแครต 4 คน หลังมีรายงานว่า ทรัมป์ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับวอร์ชเป็นระยะนับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่ง ขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงเรียกร้องให้ Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ย และทำเนียบขาวได้เดินหน้าความพยายามอีกครั้งในเดือนนี้เพื่อปลด ลิซา คุก ผู้ว่าการเฟด ออกจากตำแหน่ง
วุฒิสมาชิกทั้ง 4 คน ได้แก่ คริส แวน ฮอลเลน, แจ็ก รีด, แองเจลา อัลโซบรูคส์ และเอลิซาเบธ วอร์เรน ระบุว่า การดำเนินนโยบายการเงินอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยทั้งความโปร่งใสและความรับผิดชอบ
ในจดหมายระบุว่า เฟดจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการหารือดังกล่าว เพื่อแสดงให้เห็นถึง ความเป็นอิสระจากทำเนียบขาว ซึ่งเป็นหลักการที่วอร์ชเคยระบุว่าจะยึดถือ
ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจมากขึ้น หลังปฏิทินสาธารณะของวอร์ชในช่วงเดือนแรกเต็มเดือนของการดำรงตำแหน่งประธาน Fed แสดงรายการโทรศัพท์และการประชุมกับสมาชิกรัฐสภา เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว และนักเศรษฐศาสตร์ภาคเอกชน แต่ไม่มีการระบุการพูดคุยหรือการประชุมกับทรัมป์
กลุ่มวุฒิสมาชิกระบุในจดหมายว่า ในฐานะผู้นำของหน่วยงานอิสระเฟดควรเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการสนทนาระหว่างประธาน Fed กับประธานาธิบดี เช่นเดียวกับแนวทางที่ผู้นำเฟดคนก่อน ๆ เคยยึดถือ
ก่อนหน้านี้ Bloomberg News รายงานว่า ทรัมป์พูดคุยกับวอร์ชหลายครั้งนับตั้งแต่วอร์ชได้รับการรับรองให้ดำรงตำแหน่งเมื่อเดือน พ.ค. โดยระหว่างการสนทนา ทรัมป์ได้สอบถามเกี่ยวกับมุมมองและการคาดการณ์เศรษฐกิจของประธานเฟด แต่ไม่ได้กดดันให้วอร์ชดำเนินนโยบายใดเป็นการเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม การติดต่อระหว่างทั้งสองฝ่ายกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงที่ทรัมป์เดินหน้ากดดันเฟดให้ลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ จากฝ่ายการเมืองยังคงเป็นประเด็นสำคัญในตลาดการเงิน
อ้างอิง : bloomberg.com
ที่มา : การเงินธนาคาร








