- รายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เดือนกรกฎาคมที่เปิดเผยล่าสุดระบุว่า เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ยังมองว่าอัตราดอกเบี้ยอาจต้องปรับขึ้นในระยะข้างหน้า หากเงินเฟ้อยังไม่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องตามเป้าหมาย
- ในการประชุมครั้งดังกล่าว คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) มีมติ 9 ต่อ 3 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม โดยกรรมการที่ไม่เห็นด้วยให้เหตุผลว่าควรเริ่มขึ้นดอกเบี้ยโดยเร็ว เพื่อเร่งนำเงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย และลดความจำเป็นในการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรงในอนาคต
- นอกจากนี้ ภายในที่ประชุมยังมีการหารือเกี่ยวกับโครงสร้างการทำงานของเฟด โดยเฉพาะแนวคิดในการ “ลดจำนวนการประชุม” จากเดิมปีละ 8 ครั้ง เหลือประมาณ 6 ครั้งต่อปี ซึ่งประธานเฟด เควิน วอร์ช มองว่าอาจช่วยให้มีเวลามากขึ้นในการประเมินข้อมูลเศรษฐกิจและวางนโยบายในเชิงกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
รายงานการประชุม ของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้ หากเงินเฟ้อยังไม่ชะลอลงอย่างชัดเจน
ในการประชุมวันที่ 28–29 กรกฎาคม คณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) ระบุว่า “ผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนมากประเมินว่า การใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นน่าจะมีความจำเป็น หากเงินเฟ้อไม่ปรับลดลง” ขณะเดียวกัน ยังมีบางส่วนเห็นว่า “สภาวะการเงินในปัจจุบันอาจยังไม่ตึงตัวเพียงพอที่จะทำให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2%”
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมมีมติด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50%–3.75% ซึ่งเป็นระดับเดิมตลอดทั้งปีที่ผ่านมา โดยอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถือเป็นตัวชี้นำสำคัญต่อภาระดอกเบี้ยของประชาชน เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัย บัตรเครดิต และสินเชื่อรถยนต์
สำหรับกรรมการ 3 รายที่ลงมติไม่เห็นด้วย ได้แก่ Beth Hammack (คลีฟแลนด์), Lorie Logan (ดัลลัส) และ Neel Kashkari (มินนิอาโปลิส) ต่างสนับสนุนให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% โดยให้เหตุผลว่า การขึ้นดอกเบี้ยล่วงหน้าอาจช่วยลดความจำเป็นในการใช้นโยบายที่เข้มงวดมากขึ้นในอนาคต ซึ่งอาจมีต้นทุนสูงกว่า
หลังการประชุมดังกล่าว ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนว่า เงินเฟ้อมีการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลงในเชิงรายเดือน แต่ระดับเงินเฟ้อโดยรวมยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดอย่างมีนัยสำคัญ โดยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดหลักของเฟด ลดลง 0.1% ในเดือนมิถุนายนเมื่อเทียบรายเดือน แต่ในภาพรวมรายปี ยังคงอยู่ที่ระดับ 3.7%
ในด้านตลาดแรงงาน เริ่มเห็นสัญญาณอ่อนตัว โดยการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ลดลง 23,000 ตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงมาอยู่ที่ 4.1% ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากจำนวนแรงงานในระบบที่ลดลง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เฟดส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อมากกว่าตลาดแรงงาน
เควิน วอร์ช ประธานเฟด แสดงท่าทีค่อนข้างระมัดระวังต่อการขึ้นดอกเบี้ย โดยตลาดมองว่าคำแถลงของเขาหลังการประชุมมีลักษณะผ่อนคลาย (Dovish) ต่อเงินเฟ้อ ซึ่งในทางกลับกันกลับส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงอายุยาวของเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve)
อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนพันธบัตรได้ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วในวันพุธ หลังจากกระทรวงการคลังสหรัฐประกาศเพิ่มการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ซึ่งเป็นช่วงที่มีความอ่อนไหวต่อแรงขายในตลาดอย่างมาก
จากข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุด ทำให้ตลาดเริ่มปรับคาดการณ์ใหม่ โดยเชื่อว่าเฟดอาจยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยจนถึงเดือนธันวาคม จากเดิมที่เคยคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน
นอกจากนี้ รายงานการประชุมยังเปิดเผยว่า เฟดมีการหารือเกี่ยวกับการปรับลดจำนวนการประชุมนโยบายการเงิน จากเดิมปีละ 8 ครั้ง เหลือ 6 ครั้ง โดยจัดทุก ๆ ประมาณ 2 เดือน เพื่อเปิดโอกาสให้มีข้อมูลเศรษฐกิจสะสมมากขึ้นก่อนการตัดสินใจ และช่วยให้คณะกรรมการมีเวลาพิจารณาประเด็นเชิงนโยบายระยะยาวมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประธานเฟดย้ำว่า ยังไม่มีการตัดสินใจใด ๆ ในประเด็นนี้ และหากมีการเปลี่ยนแปลงจริง จะไม่ส่งผลต่อกำหนดการประชุมในช่วงที่เหลือของปี 2026
ในอีกประเด็นหนึ่ง ที่ประชุมยังได้กล่าวถึงเหตุการณ์ความขัดข้องในการชำระธุรกรรมในช่วงระหว่างการประชุม ซึ่งเฟดระบุว่า นโยบายการคงระดับสภาพคล่องในระบบธนาคารให้อยู่ในระดับ “เพียงพอ” (Ample Reserves) ช่วยให้ตลาดการเงินยังคงทำงานได้อย่างเป็นระเบียบ
ที่มา : CNBC








