“สหรัฐ” จ่อขายบอนด์ 30 ปี ยีลด์ 5.24% สูงสุดรอบ 25 ปี ภาระดอกเบี้ยทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ จับตาคลังลดออกบอนด์ยาวเพื่อลดต้นทุนกู้ยืม
วันที่ 13 สิงหาคม 2569 เวลา 15.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐเตรียมออกพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีด้วยต้นทุนการกู้ยืมสูงที่สุดในรอบประมาณ 25 ปี หลังตลาดพันธบัตรเผชิญแรงขายอย่างหนัก จนอัตราผลตอบแทนระยะยาวพุ่งขึ้นเหนือ 5% ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ การขาดดุลงบประมาณ และปริมาณหนี้รัฐบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กระทรวงการคลังสหรัฐเตรียมเปิดประมูลพันธบัตรอายุ 30 ปี มูลค่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ในวันพฤหัสบดี โดยการซื้อขายก่อนการประมูลบ่งชี้ว่าอัตราผลตอบแทนอาจอยู่ที่ประมาณ 5.24% ซึ่งหากเป็นไปตามคาด จะถือเป็นต้นทุนการกู้ยืมพันธบัตรระยะ 30 ปีที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2001
สถานการณ์ดังกล่าวกำลังสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลที่อยู่ในระดับสูงกำลังส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจในวงกว้าง รวมถึงอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวขึ้นเหนือ 5% คือความกังวลว่าราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ และทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จำเป็นต้องรักษาอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลานานกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์
นอกจากนี้ตลาดยังต้องรับมือกับปริมาณพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นจากการขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง รวมถึงการออกตราสารหนี้ของภาคเอกชนที่เร่งตัวขึ้นเพื่อระดมเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ขณะที่ความต้องการจากกลุ่มนักลงทุนดั้งเดิมในพันธบัตรระยะยาวเริ่มลดลง
ต้นทุนดอกเบี้ยกำลังกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อฐานะการคลังของสหรัฐ โดยตั้งแต่ต้นปีงบประมาณจนถึงปัจจุบัน รัฐบาลมีภาระดอกเบี้ยหนี้สาธารณะแล้วประมาณ 1.17 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 15% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ในระดับสูง
ก่อนหน้านี้ การประมูลพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีเมื่อวันพุธให้อัตราผลตอบแทนสูงที่สุดสำหรับพันธบัตรอายุดังกล่าวนับตั้งแต่ปี 2007 ยิ่งตอกย้ำว่าต้นทุนการระดมทุนของรัฐบาลสหรัฐกำลังเพิ่มขึ้นในหลายช่วงอายุ
ปัจจุบันมูลค่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่คงค้างในตลาดอยู่ที่ประมาณ 31 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่านับตั้งแต่ปี 2018 และมากกว่าช่วงปี 2001 ราว 10 เท่า
ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทำให้ตลาดเริ่มคาดการณ์ว่า กระทรวงการคลังอาจพิจารณา ลดปริมาณการออกพันธบัตรระยะยาว และหันไปพึ่งพาตราสารหนี้อายุสั้นมากขึ้น เพื่อลดภาระจากอัตราผลตอบแทนระยะยาวที่สูง
ความคาดหวังดังกล่าวเกิดขึ้นหลังกระทรวงการคลังปรับถ้อยคำเกี่ยวกับแผนการออกหนี้ จากเดิมที่ระบุว่ากำลังประเมินการเพิ่มปริมาณการออกพันธบัตร มาเป็นการพิจารณาเปลี่ยนแปลงปริมาณการออก ซึ่งนักลงทุนตีความว่าเปิดช่องให้รัฐบาลลดการขายพันธบัตรระยะยาวได้
หากรัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มการระดมทุนในอนาคต ตลาดคาดว่าอาจให้น้ำหนักกับพันธบัตรอายุ 2-7 ปี รวมถึงตั๋วเงินคลังอายุไม่เกิน 1 ปีมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวแม้ช่วยหลีกเลี่ยงต้นทุนดอกเบี้ยระยะยาวที่สูง แต่จะเพิ่ม ความเสี่ยงในการรีไฟแนนซ์ เพราะรัฐบาลต้องหมุนหนี้บ่อยขึ้น
ภาพรวมจึงสะท้อนความท้าทายด้านการคลังของสหรัฐฯ ที่กำลังชัดเจนขึ้น เมื่อหนี้จำนวนมหาศาลต้องเผชิญกับยุคดอกเบี้ยสูง ขณะที่นักลงทุนต้องการผลตอบแทนมากขึ้นเพื่อรองรับความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและการขาดดุลงบประมาณ ทำให้การกู้ยืมด้วยต้นทุนสูงระดับหลายทศวรรษอาจกลายเป็นภาวะที่ตลาดพันธบัตรสหรัฐต้องเผชิญต่อไป
อ้างอิง : bloomberg.com
ที่มา : การเงินธนาคาร








