Gold Bullish
- ติดตามตัวเลข CPI เดือน ก.ค. วันอังคารนี้ อาจออกมาแผ่ว
- สหรัฐฯ – อิหร่าน เจรจาคืบหน้า
- สงครามการค้าจีน – สหรัฐฯ เสี่ยงปะทุ
Gold Bearish
- เฟดยังไม่วางใจประเด็นเงินเฟ้อ
- สหรัฐฯ – อิหร่าน ยังคงเจรจาแบบดูเชิง
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้น จากการที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มก่อตัวขึ้น โดยกระทรวงพาณิชย์จีน ระบุว่า ได้ออกมาตรการตอบโต้ด้วยการเพิ่มความเข้มงวดในการส่งออกโดรน ชิ้นส่วนสำคัญ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ภายหลังที่สหรัฐฯ มีการสั่งห้ามนำเข้าหุ่นยนต์และอินเวอร์เตอร์ไฟฟ้าบางประเภทจากต่างประเทศจากจีน อีกทั้งความตึงเครียดของช่องแคบฮอร์มุซได้คลี่คลายลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
สงครามการค้าจีน – สหรัฐฯ เสี่ยงปะทุ
เมื่อสัปดาห์ก่อน จีนได้ประกาศมาตรการจำกัดการค้าและคว่ำบาตรบริษัทอเมริกันทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 7 แห่งพร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการส่งออก โดรนและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ไปยังสหรัฐฯ โดย 6 แห่งเกี่ยวข้องกับมาตรการคว่ำบาตรสิทธิมนุษยชนในซินเจียง และอีก 1 แห่งเป็นบริษัทตรวจมาตรฐานสินค้าที่ช่วยบังคับใช้กฎหมาย UFLPA ของสหรัฐฯ ทั้งนี้ มีนักวิเคราะห์ได้ออกมาคาดการณ์กันว่า จีนกำลังปรับยุทธศาสตร์จากการตอบโต้ด้วยภาษี (Tariff) มาเป็นการจำกัดการไหลออกของเทคโนโลยีจีน และเป็นการสร้างแต้มต่อทางอำนาจก่อนการเยือนกรุงวอชิงตันของปธน. สี จิ้นผิง ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในเดือนก.ย. นี้
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ตลาดยังคงต้องติดตามต่อไปว่า สงครามการค้าระหว่างจีน – สหรัฐฯ จะมีแนวโน้มขยายวงกว้าง และอาจมีมาตรการคว่ำบาตรจากฝั่งจีน – สหรัฐฯ รุนแรงเพิ่มขึ้นหรือไม่ เนื่องจากหากมีการยกเลิกการเยือนสหรัฐฯ ของปธน.สี จิ้นผิง ขึ้นมาในภายหลัง อาจส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีน – สหรัฐฯ ย่ำแย่ลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความตึงเครียดระหว่าง 2 มหาอำนาจ
สหรัฐฯ – อิหร่าน เจรจาคืบหน้า
เมื่อสัปดาห์ก่อน อิหร่านและโอมานบรรลุการตกลงพิกัดเส้นทางเดินเรือใหม่ร่วมกัน โดยเตรียมใช้เป็นมาตรการชั่วคราวระยะเวลา 2-4 เดือน เพื่อเปิดทางให้เรือพาณิชย์และเรือขนส่งพลังงานแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทางฝั่งสหรัฐฯ อิหร่าน และโอมาน กำลังอยู่ในช่วงของการเจรจาต่อรองว่า ช่องแคบฮอร์มุซควรมีการเรียกเก็บค่าผ่านทางหรือไม่ เป็นจำนวนเท่าไหร่ และมีประเทศใดบ้างที่สามารถผ่านได้ / ไม่ได้ ท่ามกลางคำขู่ของปธน.ทรัมป์ ที่ได้เตือนว่า อิหร่านจะต้องเผชิญการตอบโต้ที่รุนแรงหากไม่เปิดฮอร์มุซโดยเร็ว และทางฝั่งกลุ่มฮูตีในเยเมนยังคงพร้อมที่จะปิดกั้นเส้นทางเดินเรือบริเวณทะเลแดงได้ทุกเมื่อ หากสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน กลับมาปะทุอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม นายเอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้ย้ำว่า แม้จะมีความคืบหน้าในการจัดทำเส้นทางเดินเรือร่วมกับโอมาน แต่ข้อตกลงดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าการเดินเรือจะกลับมาปลอดภัย เพราะปัจจัยที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซยังมีความเสี่ยง คือการที่สหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านและดำเนินมาตรการทางทหารในภูมิภาค ในขณะที่สหรัฐฯ มีการเจรจากับอิหร่านเพียง กึ่งหนึ่ง เท่านั้น และต้องการให้อิหร่านเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อไป
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่า สหรัฐฯ อิหร่าน และโอมาน รวมถึงกลุ่มตะวันออกกลางทั้งหมด จะสามารถเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงในประเด็นการเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซได้หรือไม่ รวมถึงประเด็นนิวเคลียร์อิหร่านที่เคยเป็นปัญหามาช้านานจะได้รับการแก้ไขหรือไม่ หากการเจรจาผ่านไปได้ด้วยดี อาจหนุนให้ราคาน้ำมันดิบ เงินเฟ้อ และดอกเบี้ยเฟด เป็นไปในทิศทางขาลง ซึ่งเป็นบวกต่อทองคำ แต่หากเป็นไปในทางตรงกันข้าม ก็อาจกลับมากดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลงได้อีกครั้งเช่นกัน
ติดตามตัวเลข CPI เดือน ก.ค. วันอังคารนี้ อาจออกมาแผ่ว
ในวันที่ 12 ส.ค. สหรัฐฯ จะมีการเผยตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ประจำเดือน ก.ค.ซึ่งเป็นตัวเลขเศรษฐกิจอันดับ 1 ที่เฟดและตลาดล้วนจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ตัวเลข CPI ที่จะมีการประกาศอาจออกมาทรงตัวหรือน้อยกว่ากว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น ผ่านมุมมองสำคัญทั้ง 2 กลุ่ม ได้แก่
1. มุมมองของกรรมการเฟดที่น่าสนใจ
1. นายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดนิวยอร์ก: ได้กล่าวว่า ตนได้สนับสนุนมติให้เฟดคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50% – 3.75% เนื่องจากผลกระทบจากราคาน้ำมันและภาษีนำเข้าน่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลายจนการเดินเรือกลับมาปกติ แรงกดดันเงินเฟ้อจะลดลงอย่างรวดเร็ว
2.นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด, นายฟิลิป น. เจฟเฟอร์สัน รองประธานเฟด และนางลิซา ดี. คุก ผู้ว่าการเฟด และประธานเฟดสาขามินนิอาโปลิส ได้มีมุมมองที่สอดคล้องกันว่า เฟดยังคงต้องคงดอกเบี้ยเพื่อรอดูทิศทางเงินเฟ้อ แต่หากเงินเฟ้อมีการปรับตัวขึ้นอีกครั้งในช่องครึ่งปีหลัง เฟดอาจต้องพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อให้กลับเข้าสู่เป้าหมายที่ 2% อย่างจริงจัง เนื่องจากเงินเฟ้อได้มีการปรับตัวขึ้นยืนเหนือเกินกว่าเป้าหมายมาเป็นระยะเวลา 5 ปีแล้ว
2. มุมมองของตลาด ผ่านการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 2 ปี
เมื่อวันที่ 27 ก.ค. สหรัฐฯ ได้มีการประมูลพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งพบสิ่งที่น่าสนใจที่อาจคาดการณ์ได้ว่า เงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว โดยหากดูการประมูลพันธบัตร อายุ 2 ปี ย้อนหลัง 3 เดือน (พ.ค. – ก.ค. 2026) สามารถเห็นได้ดังนี้
2.1 ดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องยอมจ่ายสูงสุด (High Yield) พุ่งสูงขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง:**
- เดือน พ.ค. 2026: ดอกเบี้ยดีดกลับขึ้นมาสร้างฐานใหม่เหนือเพดานสำคัญที่ระดับ 4.071%
- เดือน มิ.ย. 2026: ดอกเบี้ยพุ่งทะยานทำจุดสูงสุดใหม่ (New High) แตะระดับ 4.189%
- เดือน ก.ค. 2026: ล่าสุด ดอกเบี้ยยังคงทะยานทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่องทะลุเพดานที่ระดับ 4.315%
ตัวเลขดังกล่าว สามารถบ่งบอกว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จำเป็นต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อจูงใจให้นักลงทุนยอมซื้อพันธบัตร สะท้อนว่าตลาดต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้น เพื่อชดเชยความไม่แน่นอนของเงินเฟ้อและแนวโน้มดอกเบี้ย
2.2 ความต้องการซื้อ (Bid-to-Cover Ratio) ขยับสูงขึ้นรับดอกเบี้ยสูง:
- เดือน พ.ค. 2026: ยอดซื้อยังคงรักษาเสถียรภาพไว้ได้ดีที่ระดับ 2.64 เท่า
- เดือน มิ.ย. 2026: ยอดซื้อยังคงยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องที่ระดับ 2.64 เท่า
- เดือน ก.ค. 2026: ล่าสุด ยอดซื้อขยับปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.66 เท่า
ตัวเลขดังกล่าว สามารถบ่งบอกว่า เมื่อระดับดอกเบี้ยหน้าตั๋วพุ่งแตะระดับ 4.315% นักลงทุนเริ่มมองว่าระดับผลตอบแทนดังกล่าวมีความน่าสนใจมากขึ้นล็อกผลตอบแทนพันธบัตรในระดับสูงเอาไว้ ส่งผลให้อุปสงค์รวมของตลาดเติบโตแข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน
จากข้อมูลที่ได้กล่าวไปในข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า กรรมการเฟดบางท่านยังคงมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยเพื่อรอดูสถานการณ์ของเงินเฟ้อ มากกว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบบทันที ในขณะที่ช่วงเดือน พ.ค. – ก.ค. แม้ว่ากระทรวงการคลังต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่องทะลุ 4.3% เพื่อจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาซื้อพันธบัตร แต่ความต้องการซื้อ (Bid-to-Cover Ratio) กลับปรับตัวแข็งแกร่งขึ้นเป็น 2.66 เท่า สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันมองว่าผลตอบแทนที่ 4.315% เป็นระดับที่ “เริ่มคุ้มค่า” มากขึ้น ซึ่งมีส่วนช่วยไม่ให้ Bond Yield 2 ปี ในตลาดรองพุ่งสูงทำ New High ต่อไปได้ง่ายๆ และส่งผลให้ US02Y มีโอกาสเข้าสู่ช่วง Sideways ซึ่งส่งผลบวกต่อราคาทองคำ หากไม่มีปัจจัยความเสี่ยงสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน ที่ปะทุรุนแรงจนดันราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์อีกครั้ง เนื่องจากหากเป็นเช่นนั้นจริง อาจทำให้นักลงทุนต้องประเมิน Nominal yield , Breakeven inflation และ Real Yield ใหม่อีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นลบกับทองคำได้เช่นกัน เพราะตลาดจะกลับมากังวลเรื่องกรรมการเฟดหลายๆท่านที่อาจต้องการขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อทันที
ประเด็นที่สำคัญในสัปดาห์นี้
- ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน / ทั่วไป เดือนก.ค. เทียบรายเดือน / รายปี
- ดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน / ทั่วไป เดือนก.ค. เทียบรายเดือน / รายปี
- จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
- ยอดค้าปลีกทั่วไป เดือนก.ค. เทียบรายเดือน / รายปี
- ยอดค้าปลีกพื้นฐานเดือนก.ค. เทียบรายเดือน
- ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยม.มิชิแกน เดือน ส.ค.
- ดุลการค้ายุโรป เดือนมิ.ย.
แนวโน้มราคาทอง
เมื่อสัปดาห์ก่อน ราคาทองคำสามารถยืนเหนือแนวรับใหม่ที่ 4,175 ดอลลาร์ และได้ Break Out ทะลุกรอบ Falling Wedge Pattern ขึ้นไปได้ ทำให้ทองคำเริ่มเข้าสู่ระยะขาขึ้น อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ ยังคงมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามทั้งมุมมองเชิงบวกและลบ ดังนี้
มุมมองเชิงบวก (Upside Scenario): หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่านสามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยทั้ง 2 ประเทศมีฉันทามติร่วมกันในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จ รวมถึงตัวเลข CPI ออกมาอ่อนกว่าที่คาดการณ์จนทำให้ตลาดคลายความกังวลอัตราดอกเบี้ยเฟด มีโอกาสที่ทองคำอาจปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 4,380 และ 4,450 ดอลลาร์
มุมมองเชิงลบ (Downside Scenario): ในทางกลับกัน หากสหรัฐฯ – อิหร่าน ยังคงไม่สามารถเจรจากันได้อย่างลงตัวในภายหลัง จากภาวะสงครามยังคงยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างไปจนถึงช่องแคบบับ เอล-มันเดบ รวมถึงตัวเลข CPI ออกมาแข็งแกร่ง ปัจจัยเหล่านี้อาจกดดันให้ราคาทองคำถูกแรงเทขายกลับลงมาอีกครั้ง โดยมีแนวรับบริเวณ 4,175 และ 4,070 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นแนวรับที่ไม่ควรหลุด เนื่องจากมีความเสี่ยงที่อาจทำให้ทองคำกลับตัวเป็นขาลงเช่นเดิมได้
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 65,650 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 64,850 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 68,300 บาท และ 69,100 บาท









