สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เปิดเผยว่า สหรัฐอเมริกามีทองคำสำรองมากที่สุดในโลก คิดเป็นมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ตามราคาตลาดปัจจุบัน พร้อมยืนยันว่าทองคำทั้งหมดที่เก็บไว้ในคลัง Fort Knox ยังคงอยู่ครบถ้วนและปลอดภัย อย่างไรก็ตาม เขาระบุชัดว่า ทองคำเหล่านี้ “ไม่ได้มีความสำคัญ” ต่อมูลค่าของเงินดอลลาร์ในปัจจุบัน
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า ต้องการเปิดคลังทองคำที่ Fort Knox เพื่อตรวจสอบว่าทองคำสำรองของสหรัฐซึ่งมีมูลค่ากว่า 600,000 ล้านดอลลาร์ยังคงอยู่ครบหรือไม่ โดยเป็นการต่อยอดแนวคิดจากแผนตรวจสอบทรัพย์สินของรัฐที่เคยหารือร่วมกับ Elon Musk ในช่วงก่อนหน้า
Fort Knox ซึ่งก่อตั้งขึ้นในรัฐเคนทักกีตั้งแต่ปี 1918 และเริ่มใช้เป็นคลังเก็บทองคำตั้งแต่ปี 1937 ปัจจุบันถือครองทองคำประมาณ 147.3 ล้านออนซ์ คิดเป็นมูลค่าราว 608,000 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของ United States Mint
ในอดีต ทองคำมีบทบาทสำคัญต่อระบบการเงินสหรัฐ โดยเฉพาะหลังการออกกฎหมาย Gold Reserve Act of 1934 ที่กำหนดให้เงินดอลลาร์มีทองคำเป็นหลักประกัน แต่ระบบดังกล่าวสิ้นสุดลงในปี 1971 เมื่อ Richard Nixon ประกาศยกเลิกมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) และเปลี่ยนไปใช้ระบบเงินตราแบบไม่มีสินทรัพย์หนุนหลัง (Fiat Currency) ทำให้ทองคำสูญเสียบทบาทหลักในเชิงนโยบายการเงิน
ด้านเบสเซนต์กล่าวผ่านสื่อว่า “เจ้าหน้าที่คลังได้เข้าไปตรวจสอบ Fort Knox แล้ว และผมยืนยันได้ว่าทองคำยังอยู่ครบ
พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันมูลค่าของเงินดอลลาร์ไม่ได้ผูกกับทองคำหรือโลหะมีค่าอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับระบบเศรษฐกิจและนโยบายการเงินเป็นหลัก แม้ทองคำยังคงถูกเก็บรักษาไว้ แต่ไม่ได้เป็นตัวกำหนดค่าเงินเหมือนในอดีต
น้ำมันแทนทองคำ: จุดเปลี่ยนของระบบการเงินโลก
หลังการล่มสลายของมาตรฐานทองคำ โลกได้เปลี่ยนเข้าสู่ระบบ “เปโตรดอลลาร์” ซึ่งผูกความต้องการเงินดอลลาร์เข้ากับการซื้อขายน้ำมัน โดยในปี 1974 สหรัฐได้ทำข้อตกลงกับซาอุดีอาระเบีย ให้ขายน้ำมันเป็นสกุลดอลลาร์ แลกกับการสนับสนุนด้านความมั่นคง ส่งผลให้เงินดอลลาร์กลายเป็นศูนย์กลางของการค้าโลก
ระบบนี้ทำให้ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันนำรายได้กลับไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งของดอลลาร์ในระยะยาว
สัญญาณ “ลดพึ่งพาดอลลาร์” เริ่มชัดเจน
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในปัจจุบันสะท้อนว่าอิทธิพลของเงินดอลลาร์กำลังเผชิญแรงกดดัน โดยสัดส่วนเงินดอลลาร์ในทุนสำรองระหว่างประเทศทั่วโลกลดลงต่อเนื่อง เหลือประมาณ 57% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 25 ปี จาก 71% ในปี 1999
เหตุการณ์ล่าสุด เช่น การปิดช่องแคบ Strait of Hormuz ทำให้มีรายงานว่าเรือบางส่วนเริ่มใช้เงินหยวนของจีนในการชำระเงิน สะท้อนถึงการกระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงินของประเทศในตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังได้ถอนทองคำสำรองทั้งหมด 129 ตันออกจากธนาคารกลางสหรัฐในนิวยอร์ก เพื่อนำกลับไปเก็บในประเทศ และขายบางส่วนทำกำไรได้ราว 15,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่แคนาดาได้จัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติขนาด 25,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อลดการพึ่งพาเศรษฐกิจสหรัฐ
นักวิเคราะห์จาก EBC Financial Group มองว่าการเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อน “ยุคใหม่ของการลดการพึ่งพาดอลลาร์” โดยไม่ใช่จากประเทศคู่แข่ง แต่เป็นพันธมิตรของสหรัฐเอง
ความเสี่ยงต่อบทบาทดอลลาร์ในอนาคต
นักวิเคราะห์ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่เร่งกระแสดังกล่าวคือความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งทำให้หลายประเทศเริ่มลดการพึ่งพาระบบการเงินที่อิงกับดอลลาร์
“นี่ไม่ใช่การกระทำของศัตรู แต่เป็นการตัดสินใจของพันธมิตรที่ต้องการลดความเสี่ยงจากระบบการเงินที่สหรัฐมีอิทธิพล” นักวิเคราะห์ระบุ
โดยรวมแล้ว แม้สหรัฐยังคงถือครองทองคำจำนวนมหาศาล แต่บทบาทของทองคำต่อค่าเงินดอลลาร์ในปัจจุบันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ระบบการเงินโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้นในศตวรรษที่ 21
ที่มา : Yahoo Finance








