ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำประกาศจำนวน 3 ฉบับเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อเตรียมบังคับใช้มาตรการเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 50% ต่อสินค้าจากแคนาดา โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มสินค้า ยานยนต์ ผลิตภัณฑ์นม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งถือเป็นการตอบโต้สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐระบุว่าเป็น “การเลือกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง” ของแคนาดาต่อสินค้าจากสหรัฐ
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐเปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่ไวน์ ไม้ฮอกกี้ ไปจนถึงปูนซีเมนต์ โดยเฉพาะในหมวดรถยนต์ที่มีรายการสินค้ายาวถึง 18 หน้า หากมาตรการมีผลบังคับใช้จริง
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภาษีใหม่นี้จะถูกบังคับใช้แม้กับสินค้าที่เคยได้รับการยกเว้นภายใต้ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือทางการค้าระหว่าง 3 ประเทศ
ตลอดช่วงที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและแคนาดามีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลสหรัฐแสดงความไม่พอใจต่อมาตรการตอบโต้ทางการค้าของแคนาดา และระบุว่ามีเพียงแคนาดาและจีนเท่านั้นที่ดำเนินการตอบโต้ภาษีของสหรัฐในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
มาตรการภาษีดังกล่าวจะดำเนินการภายใต้บทบัญญัติ Section 338 ของกฎหมาย Tariff Act ปี 1930 ซึ่งเปิดทางให้สามารถจัดเก็บภาษีได้สูงสุดถึง 50% อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้จะยังไม่ถูกบังคับใช้ในทันที โดยมีระยะเวลา 30 วันก่อนมีผล ซึ่งอาจนำไปสู่การท้าทายทางกฎหมายและเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาหาทางออกร่วมกัน
ด้านหอการค้าแคนาดา ได้ออกมาแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศใช้ช่วงเวลา 30 วันก่อนการบังคับใช้ภาษี เพื่อเร่งเจรจาอย่างจริงจัง โดยระบุว่าแม้การยกระดับครั้งนี้จะน่าเสียดาย แต่ยังมีโอกาสหลีกเลี่ยงผลกระทบได้หากมีความคืบหน้าในการเจรจา
ทั้งนี้ มาตรการภาษีใหม่จะ ไม่ครอบคลุมสินค้าบางประเภทที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ได้แก่ น้ำมันดิบ (ซึ่งสหรัฐต้องพึ่งพาจากแคนาดา) โพแทชซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ย รวมถึงปลา แร่ธาตุสำคัญ และสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการความมั่นคงแห่งชาติ เช่น เหล็กและชิ้นส่วนยานยนต์บางประเภท
แม้จะมีการขึ้นภาษีครั้งใหญ่ แต่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยืนยันว่า การดำเนินการนี้ “ไม่ใช่สงครามการค้า” หากแต่เป็นมาตรการเชิงป้องกันเพื่อตอบโต้การดำเนินนโยบายของแคนาดา โดยเฉพาะกฎระเบียบที่จำกัดการส่งออกรถยนต์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหรัฐ รวมถึงโควตานำเข้าชีสจากสหรัฐที่เข้มงวดกว่าสินค้าประเภทเดียวกันจากสหภาพยุโรป
เจ้าหน้าที่สหรัฐยังระบุเพิ่มเติมว่า อาจมีการเจรจาเพิ่มเติมก่อนที่มาตรการภาษีจะมีผลบังคับใช้ โดยทั้งสองประเทศมีแผนหารือเกี่ยวกับการต่ออายุข้อตกลง USMCA ที่หมดอายุไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดการเจรจาแบบพบหน้ากันอย่างเป็นทางการ
สำหรับบริบทล่าสุด มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์พบกับนายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ ในการแข่งขันฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศ และหลังจากที่ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยขู่ว่าจะขึ้นภาษีเพิ่มเติมจากกรณีไฟป่าในแคนาดา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยืนยันว่า มาตรการภาษีครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นไฟป่า และยังอยู่ระหว่างการพิจารณาทางเลือกในเรื่องดังกล่าว
ที่มา : Yahoo Finance








