ข่าวสารการลงทุน

ทองคำในจังหวะ “โลกไม่แน่นอน” หวั่นซ้ำรอยเดือนมีนาคม แรงซื้อยังอยู่ แต่เงินทุนเริ่มระวัง

16 กรกฎาคม 2569|14:00 น.

ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวภายใต้ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังตลาดประเมินว่ากรอบเวลา 60 วันของข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวได้สิ้นสุดลง ขณะที่อิหร่านกลับมาประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลให้ความเสี่ยงจากการเผชิญหน้าและการตอบโต้ระหว่างทั้งสองฝ่ายกลับมาเป็นประเด็นที่นักลงทุนจับตา

HSH Gold RiskReturns Website.jpg

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดเริ่มกังวลว่าอาจเกิดภาพซ้ำรอยเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาทองคำโลกปรับฐานลงแรง แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อยู่ในระดับสูง เนื่องจากความไม่แน่นอนต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ผลักดันราคาน้ำมันขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเพิ่มความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้น จนทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า ราคาทองคำไม่ได้ปรับตัวขึ้นตามความเสี่ยงจากสงครามเสมอไป เนื่องจากตลาดยังให้น้ำหนักกับผลกระทบของราคาน้ำมันต่อเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และค่าเงินดอลลาร์ควบคู่กัน หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจนเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ตลาดอาจประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด จำเป็นต้องคงนโยบายการเงินในระดับเข้มงวดต่อไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำในระยะสั้น

ขณะเดียวกัน ความต้องการทองคำของผู้ลงทุนแต่ละกลุ่มยังสะท้อนภาพที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยกระแสเงินลงทุนผ่านกองทุน Gold ETF แสดงถึงความระมัดระวังของนักลงทุนในระยะสั้น ขณะที่ธนาคารกลางหลายประเทศยังคงเดินหน้าเพิ่มทองคำเข้าสู่ทุนสำรองระหว่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยงในระยะยาว

ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า ในเดือนมิถุนายน 2569 กองทุน Gold ETF ทั่วโลกมีเงินไหลออกสุทธิ 8.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเงินไหลออกจากทุกภูมิภาค และมากที่สุดในอเมริกาเหนือที่ 5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ปริมาณทองคำที่กองทุนถือครองลดลง 74 ตัน เหลือ 4,047 ตัน ขณะที่มูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหาร หรือ AUM ลดลง 13% จากเดือนก่อนหน้า เหลือประมาณ 526,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม การลดลงของ AUM ไม่ได้หมายความว่าเงินลงทุนถูกถอนออกทั้งหมด เนื่องจากมูลค่า AUM เปลี่ยนแปลงตามทั้งกระแสเงินทุนและราคาทองคำ เมื่อพิจารณาตลอดช่วงครึ่งปีแรก กองทุน Gold ETF ทั่วโลกยังมีเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และปริมาณการถือครองทองคำเพิ่มขึ้นสุทธิ 18 ตัน แม้ AUM จะลดลง 6% จากต้นปี ซึ่ง World Gold Council ระบุว่าสาเหตุหลักมาจากการปรับตัวลดลงของราคาทองคำ

ภาพรวมดังกล่าวจึงไม่ได้สะท้อนว่าความต้องการลงทุนในทองคำผ่าน Gold ETF หายไป แต่แสดงให้เห็นว่าแรงซื้อที่เคยแข็งแกร่งในช่วงต้นปีเริ่มชะลอลง โดยกระแสเงินกลับมาเป็นลบในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน

เงินไหลออกจากกองทุนในอเมริกาเหนือได้รับแรงกดดันจากราคาทองคำที่อ่อนตัว ท่าทีเชิงเข้มงวดของเฟด ความกังวลด้านเงินเฟ้อ การปรับตัวสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง หรือ Real Yield และค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น ขณะที่เงินไหลออกจากเอเชียส่วนใหญ่มาจากกองทุนในจีน ท่ามกลางการฟื้นตัวของตลาดหุ้นและความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

ข้อมูลในเดือนพฤษภาคมยังพบว่า กองทุน Gold ETF ทั่วโลกมีเงินไหลออกประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่กองทุน ETF กลุ่มเทคโนโลยีมีเงินไหลเข้าสูงที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2567 สะท้อนว่านักลงทุนบางส่วนเริ่มหมุนเงินกลับเข้าสู่หุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น

อย่างไรก็ดี World Gold Council ไม่ได้ระบุว่าเงินไหลออกจาก Gold ETF เกิดจากแรงขายทำกำไรเป็นหลัก แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในกรอบ ค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ในระดับสูง ความคาดหวังต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย และการฟื้นตัวของความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง จึงควรมองว่าเงินไหลออกดังกล่าวสะท้อนการปรับพอร์ตและความระมัดระวังของนักลงทุนในระยะสั้น มากกว่าจะสรุปว่าเป็นการโยกเงินเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยีโดยตรงทั้งหมด

สำหรับตลาดอินเดีย สถานการณ์มีลักษณะแตกต่างออกไป หลังรัฐบาลปรับขึ้นภาษีนำเข้าทองคำจาก 6% เป็น 15% ส่งผลให้ราคาทองคำภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 4–6% ภายหลังมาตรการมีผลบังคับใช้ และกระตุ้นให้นักลงทุนบางส่วนขายเพื่อรับรู้กำไร ขณะเดียวกัน ความต้องการทองคำจริงยังอ่อนตัวตามปัจจัยฤดูกาล ประกอบกับตลาดมีอุปทานค่อนข้างมาก จึงถือเป็นปัจจัยเฉพาะของตลาดอินเดีย มากกว่าจะเป็นสาเหตุหลักของเงินทุนที่ไหลออกจาก Gold ETF ทั่วโลก

อีกปัจจัยที่กดดันบรรยากาศการลงทุน คือการที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่หลายแห่งทยอยปรับลดมุมมองราคาทองคำในระยะสั้น ได้แก่ Bank of America, JPMorgan, Deutsche Bank, Goldman Sachs และ HSBC สะท้อนความระมัดระวังต่อแนวโน้มราคา และทำให้นักลงทุนชะลอการไล่ซื้อในช่วงที่ความผันผวนยังอยู่ในระดับสูง

ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลล่าสุดซึ่งครอบคลุมกิจกรรมในเดือนพฤษภาคมระบุว่า ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำสุทธิ 41 ตัน โดยโปแลนด์ซื้อเพิ่ม 18 ตัน ส่งผลให้ยอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 64 ตัน และมีทองคำสำรองรวม 614 ตัน ขณะที่จีนซื้อเพิ่ม 10 ตัน นับเป็นการซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 ทำให้ยอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 25 ตัน และมีทองคำสำรองอย่างเป็นทางการประมาณ 2,331 ตัน

นอกจากนี้ อุซเบกิสถาน คาซัคสถาน และสิงคโปร์ยังเป็นผู้ซื้อสุทธิ ส่วนรัสเซียและตุรกีเป็นผู้ขายสุทธิในเดือนเดียวกัน สะท้อนว่าการบริหารทองคำสำรองของแต่ละประเทศยังมีทิศทางแตกต่างกันตามนโยบายและเป้าหมายของตนเอง

ฝ่ายวิเคราะห์ฮั่วเซ่งเฮงมองว่า กระแสเงินลงทุนผ่าน Gold ETF และการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางมีปัจจัยขับเคลื่อนที่แตกต่างกัน โดยเงินลงทุนผ่าน ETF มีความอ่อนไหวต่อปัจจัยระยะสั้น ทั้งราคาทองคำ อัตราดอกเบี้ย Real Yield ค่าเงินดอลลาร์ และความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ธนาคารกลางมักเพิ่มการถือครองทองคำภายใต้เป้าหมายด้านการบริหารและกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองในระยะยาว

ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนว่า แม้แรงซื้อระยะสั้นเริ่มชะลอตัว แต่ความต้องการเชิงโครงสร้างของทองคำยังไม่ได้หายไป โดยเฉพาะจากภาคธนาคารกลาง ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อแนวโน้มราคาทองคำในระยะกลางถึงระยะยาว

ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า ราคาทองคำมีแนวโน้มพยายามสร้างฐานในกรอบ 3,800–4,260 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วง 1–2 เดือนข้างหน้า โดยบริเวณ 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นแนวรับสำคัญ คิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 61,000 บาทต่อบาททองคำ

หากราคาหลุดระดับดังกล่าว มีโอกาสปรับตัวลงทดสอบบริเวณ 3,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือประมาณ 59,000 บาทต่อบาททองคำ ก่อนมีโอกาสทยอยฟื้นตัวในช่วงเดือนกันยายน

สำหรับแนวต้านสำคัญอยู่ที่บริเวณ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งอยู่ใกล้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 68,000 บาทต่อบาททองคำ หากราคาสามารถกลับขึ้นยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อย่างมั่นคง จะช่วยยืนยันว่าแนวโน้มระยะยาวเริ่มกลับเข้าสู่ทิศทางขาขึ้นอีกครั้ง

ทั้งนี้ ฮั่วเซ่งเฮงยังคงประเมินเป้าหมายราคาทองคำปลายปีไว้ที่ 4,900–5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 72,000–73,000 บาทต่อบาททองคำ

ในระยะต่อไป นักลงทุนควรติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทิศทางราคาน้ำมัน แนวโน้มเงินเฟ้อ ท่าทีของเฟด รวมถึงกระแสเงินลงทุนใน Gold ETF และการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่าการชะลอตัวของแรงซื้อในระยะสั้นจะพัฒนาเป็นแรงกดดันต่อเนื่อง หรือเป็นเพียงช่วงพักฐานก่อนที่ทองคำจะกลับมาได้รับแรงสนับสนุนอีกครั้ง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

1. World Gold Council: Central banks remain committed to gold
https://www.gold.org/goldhub/gold-focus/2026/07/central-bank-gold-statistics-central-banks-remain-committed-gold

2. World Gold Council: Gold ETFs, holdings and flows – June 2026
https://www.gold.org/goldhub/research/gold-etfs-holdings-and-flows/2026/07

3. World Gold Council: Flows shift from flood to trickle – May 2026
https://www.gold.org/goldhub/research/gold-etfs-holdings-and-flows/2026/06

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

 
1000 670 (1)12345678

ภาษีทรัมป์รอบใหม่ ทำไมอาจหนุน “ทองโลก”แต่ทำให้ “ทองไทย” มีตัวแปรมากกว่าเดิม

16:57 น.

 
redsea

ฮูตีเปิดแนวรบใหม่ ‘ทะเลแดง’ จับตา ‘คลองสุเอซ’ บรรเทาวิกฤติน้ำมันเอเชียได้ไหม ?

10:08 น.

 
trump cnn

ทรัมป์ขู่ถล่มอิหร่าน,ฮูตี หากฮูตีโจมตีเรืออีกครั้ง

09:38 น.

 
oil rise 1

น้ำมันดิบ BRENT ทะลุ $100 WTI ทะลุ $92 หลังฮูตีโจมตีเรือซาอุฯ

09:37 น.

คำถามที่พบบ่อย

เกี่ยวกับเรา

พูดคุยกับเรา

พบเจอปัญหา หรือมีข้อสงสัย
ทักหาเราได้เลยที่นี่

เวลาทำการลูกค้าสัมพันธ์
จันทร์ - ศุกร์ 08.30 น. - 24.00 น.
เสาร์ - อาทิตย์ 08.30 น. - 17.30 น.

For the best experience, we recommend viewing the site in portrait orientation on mobile devices.

ไอคอน PDPA

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน กรุณาดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

You can choose your cookie settings by enabling/disabling cookies for each category as needed, except for necessary cookies.

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้เหล่านี้จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์ เช่น การรักษาการล็อกอินของผู้ใช้ การบันทึกสินค้าที่เพิ่มลงในรถเข็น และการบันทึกการตั้งค่าภาษา
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ เช่น จำนวนผู้เข้าชม, หน้าเว็บที่ได้รับความนิยม และพฤติกรรมการท่องเว็บ ซึ่งช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้การทำงานเพื่อจดจำการตั้งค่าผู้ใช้

    คุกกี้เหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ โดยจดจำการตั้งค่าที่ผู้ใช้เคยกำหนดไว้ เช่น ชื่อผู้ใช้, ภาษา, ภูมิภาค หรือการปรับแต่งเว็บไซต์ตามความต้องการ
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ของบุคคลที่สามเพื่อการวิเคราะห์และการตลาด

    คุกกี้เหล่านี้ถูกตั้งค่าโดยบุคคลที่สาม เช่น ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลหรือผู้ให้บริการโฆษณา และใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น การวิเคราะห์เว็บไซต์และการทำการตลาด
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้โฆษณาเพื่อแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจ

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อติดตามการใช้งานของผู้ใช้บนเว็บไซต์ต่าง ๆ และแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจของผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งมักจะใช้โดยเครือข่ายโฆษณาภายนอก
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึกการตั้งค่า