ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า อิหร่านต้องการเข้าพบและเจรจาข้อตกลง ขณะที่กองทัพสหรัฐประกาศเปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่านอีกครั้งเป็นรอบที่สองภายในเวลาเพียง 12 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ฝั่งอิหร่านยังคงแสดงท่าทีพร้อมสู้รบเต็มที่ และนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงมองว่ายังไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจนในการยุติความขัดแย้งระลอกใหม่นี้
ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ Fox Business ก่อนเข้าร่วมเวทีเสวนาด้านกลาโหมและนวัตกรรมในรัฐเพนซิลเวเนีย โดยระบุว่า “เราได้รับการติดต่อว่าพวกเขาต้องการพบ” พร้อมย้ำว่าอิหร่าน “ต้องการทำข้อตกลงอย่างมาก” แม้จะกล่าวโจมตีว่าอีกฝ่ายเป็น “คนที่อันตราย” และยืนยันว่าขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านถูกลดทอนลงอย่างมาก
ในเวลาใกล้เคียงกัน กองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ได้เปิดปฏิบัติการโจมตีระลอกที่สองในช่วงบ่าย โดยมุ่งเป้าไปที่ขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านที่ใช้คุกคามเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือน้ำมันสำคัญของโลก ก่อนหน้านั้นในช่วงเช้า สหรัฐได้โจมตีเป้าหมายในอิหร่านแล้วหนึ่งรอบ โดยใช้ยุทโธปกรณ์ความแม่นยำสูงโจมตีระบบป้องกันชายฝั่ง รวมถึงคลังและฐานยิงขีปนาวุธบนเกาะเกรตเตอร์ทันบ์ ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ
แม้สหรัฐจะเพิ่มแรงกดดันทางทหาร แต่อิหร่านยังคงส่งสัญญาณพร้อมต่อสู้ ขณะเดียวกันก็ไม่ปิดประตูการเจรจา โดยประธานรัฐสภาอิหร่าน โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ระบุว่า อิหร่าน “ไม่ต้องการสงคราม แต่ต้องพร้อมรับมือ” และยังจำเป็นต้องใช้การทูตเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ
สถานการณ์ความขัดแย้งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น หลังสหรัฐเปิดฉากโจมตีอิหร่านหลายระลอกในช่วงที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้การโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ทรัมป์ยังส่งสัญญาณชัดเจนว่าอาจขยายการโจมตีเพิ่มเติม หากไม่มีความคืบหน้าในการเจรจา โดยระบุว่าอาจพุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอิหร่าน เช่น โรงไฟฟ้าและสะพาน
ด้านตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยจากความกังวลต่อความปลอดภัยในการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ยังยืนเหนือระดับ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ภาคการเดินเรือระหว่างประเทศประเมินว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีความซับซ้อนและความไม่แน่นอนสูงขึ้นอย่างมาก
นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเตือนว่า ความขัดแย้งครั้งนี้อาจยืดเยื้อ โดยไมค์ โรเซนเบิร์ก จาก IESE Business School ระบุว่า “เรายังไม่เข้าใกล้การยุติความขัดแย้ง” เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังต้องการข้อตกลงที่ทำให้ตนเองดูเป็นฝ่ายชนะ ขณะที่แอนเดรียส เบิม จากมหาวิทยาลัยเซนต์กัลเลน มองว่าสถานการณ์มีความเสี่ยงจะกลายเป็นสงครามยืดเยื้อหลายปี หรือ “forever war” เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังคงเพิ่มแรงกดดันซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์เห็นพ้องว่า ทางออกเดียวของวิกฤตในระยะยาวยังคงต้องอาศัยการเจรจาทางการทูต แต่ยอมรับว่าภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การบรรลุข้อตกลงจะยากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และโลกอาจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางต่อไปอีกระยะหนึ่ง
ที่มา : CNBC








