ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และพันธมิตรทางการเมือง กำลังเดินหน้า “ปรับโครงสร้าง” ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ใหม่ แม้ศาลฎีกาสหรัฐจะมีคำสั่งเมื่อสัปดาห์นี้ให้ “ลิซา คุก” กรรมการเฟดที่ได้รับการแต่งตั้งในยุคอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปชั่วคราวก็ตาม
แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องเปิดเผยกับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล และพันธมิตรของทรัมป์กำลังหารือถึงแนวทางในการ “ปลดกรรมการเฟด” ในกรุงวอชิงตันต่อ เพื่อเปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถแต่งตั้งบุคคลที่มีแนวคิดสอดคล้องกับนโยบายของตนเข้ามาแทน โดยทั้งลิซา คุก และอดีตประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ ยังคงเป็น “เป้าหมายสำคัญ” ของความพยายามดังกล่าว
แม้คำวินิจฉัยของศาลฎีกาจะถูกมองว่าเป็นการยืนยันหลักการ “ความเป็นอิสระ” ของธนาคารกลางจากฝ่ายบริหาร แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายรายชี้ว่า คำตัดสินดังกล่าวมีขอบเขตค่อนข้างจำกัด และไม่ได้ปิดประตูต่อความพยายามทางกฎหมายในอนาคตที่จะเข้ามาแทรกแซงเฟด
ในคำตัดสินเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ศาลฎีกาให้คุกสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ระหว่างที่คดียังอยู่ในกระบวนการพิจารณา โดยจอห์น โรเบิร์ตส์ ประธานศาลฎีการะบุว่า คำตัดสินครั้งนี้อาศัยเหตุผลด้านกระบวนการเท่านั้น เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้เปิดโอกาสให้คุกโต้แย้งข้อกล่าวหาอย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้วินิจฉัยว่า หากข้อกล่าวหาเป็นความจริง จะเพียงพอสำหรับการปลดกรรมการเฟดหรือไม่ ทำให้ช่องทางในการดำเนินการใหม่ของรัฐบาลทรัมป์ยังคงเปิดอยู่ และมีแนวโน้มว่า คดีอาจกลับเข้าสู่การพิจารณาของศาลอีกครั้งในอนาคต
ในมุมมองของฝ่ายทรัมป์ คำวินิจฉัยกลับกลายเป็น “คู่มือด้านกระบวนการ” ที่ชี้ให้เห็นว่า หากดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างถูกต้อง ก็อาจสามารถปลดคุกออกจากตำแหน่งได้ในอนาคต
ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC ว่า คำตัดสินของศาลเป็นเพียงประเด็นด้าน “ขั้นตอน” ไม่ใช่การวินิจฉัยเนื้อหาของข้อกล่าวหา พร้อมประกาศว่า รัฐบาลจะเริ่มดำเนินกระบวนการใหม่อีกครั้ง
นอกจากความพยายามเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการเฟดแล้ว รัฐบาลทรัมป์ยังมองเห็นโอกาสในการเพิ่มอิทธิพลต่อธนาคารกลางผ่านตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐสาขาแอตแลนตา ที่ยังว่างอยู่
แหล่งข่าวระบุว่า สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำลังใช้เครือข่ายของตนเฟ้นหาผู้สมัครที่เหมาะสม เนื่องจากตำแหน่งดังกล่าวมีความสำคัญต่อทีมเศรษฐกิจของทรัมป์
นอกจากนี้ แม้พาวเวลล์จะหมดวาระประธานเฟดแล้ว แต่ยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการเฟดต่อไปจนกว่าวาระจะสิ้นสุดในปี 2028 ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับทรัมป์อย่างมาก
ด้านเควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการ สภาเศรษฐกิจแห่งชาติของทำเนียบขาว ยังกล่าวผ่านช่องข่าว Fox Business ว่า เขากังวลต่อการที่พาวเวลล์ยังคงอยู่ในคณะกรรมการเฟด โดยเชื่อว่าเจ้าหน้าที่บางส่วนอาจลงคะแนนด้วยเหตุผลทางการเมืองมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศ
อีกหนึ่งประเด็นที่รัฐบาลทรัมป์อาจใช้เป็นช่องทางกดดันพาวเวลล์ คือ “การสอบสวนโครงการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของเฟดในกรุงวอชิงตัน มูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์” ซึ่งมีต้นทุนบานปลายอย่างมาก
แม้อัยการสหรัฐประจำกรุงวอชิงตันจะยุติการสอบสวนทางอาญาไปแล้วเมื่อเดือนเมษายน แต่ยังระบุว่า จะรอผลการตรวจสอบจากผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งคาดว่าจะเผยแพร่ภายในเดือนนี้ และไม่ปิดโอกาสที่จะ “รื้อฟื้นการสอบสวน” พาวเวลล์อีกครั้ง
อ้างอิง : Bloomberg
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ








