รายงานแนวโน้มครึ่งปีหลังจาก World Gold Council ระบุว่า แม้ราคาทองคำจะปรับตัวลงอย่างรุนแรงจากระดับสูงสุดราว 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงต้นปี ลงมาต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์ในปลายเดือนมิถุนายน แต่ทองคำยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา โดยแรงซื้อจากธนาคารกลางและนักลงทุนระยะยาวยังคงช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านขาลง ขณะที่ภาพรวมยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ในช่วงที่เหลือของปี 2026
รายงานประเมินว่า ระดับราคาทองคำปัจจุบันสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่เติบโตปานกลาง เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงแต่เริ่มชะลอลง และแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่ยังคงตึงตัวแต่มีข้อจำกัด ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว ราคาทองมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบค่อนข้างแคบประมาณ ±5% จากระดับราว 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงครึ่งหลังของปี อย่างไรก็ตาม ตลาดยังเปิดโอกาสสำหรับการ “Breakout” หากมีปัจจัยกระตุ้นที่ชัดเจน

ในด้านปัจจัยบวก (Bullish Catalysts) WGC ระบุว่า ทองคำอาจกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นได้ หากเกิด 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจหรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น การเปลี่ยนแปลงคาดการณ์ไปสู่การลดดอกเบี้ย และแรงเข้าซื้อของนักลงทุนระยะยาว โดยหากมีสัญญาณที่ชัดเจน ราคาทองมีโอกาสปรับขึ้นสู่ระดับประมาณ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และอาจขยับเข้าใกล้ 5,000 ดอลลาร์ได้
ในทางกลับกัน ปัจจัยลบ (Bearish Factors) ที่อาจกดดันราคาทอง ได้แก่ การแข็งค่าของดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้น ความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์เสี่ยง (risk-on sentiment) และปัจจัยทางเทคนิค โดย WGC ประเมินว่าหากราคาทองปรับลดลง 10–15% จากระดับปัจจุบัน แรงซื้อในตลาดมักจะเข้ามาพยุงราคา ทำให้โอกาสปรับตัวลงลึกมีจำกัด
รายงานยังชี้ว่า แม้ราคาทองปีนี้จะลดลงราว 7% เมื่อเทียบต้นปี แต่ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพไม่ครบถ้วน เนื่องจากราคามีความผันผวนสูงมาก โดยเคยพุ่งขึ้นและปรับลงแรง ส่งผลให้ความผันผวน (volatility) พุ่งเกิน 50% ก่อนจะลดลงมาอยู่ต่ำกว่า 30% ในปัจจุบัน ซึ่งยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว
อีกประเด็นสำคัญคือบทบาทของนักลงทุนเอเชียที่มีอิทธิพลต่อทิศทางราคามากขึ้น โดยข้อมูลชี้ว่า การปรับขึ้นของราคาทองมักเกิดในช่วงการซื้อขายของตลาดเอเชีย ขณะที่แรงปรับฐานส่วนใหญ่มาจากช่วงตลาดสหรัฐ
ในเชิงโครงสร้าง WGC ระบุว่า ราคาทองคำไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยสหรัฐเพียงอย่างเดียว แม้อัตราดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์จะยังมีบทบาทสำคัญ แต่ราคาทองสะท้อนมุมมองของนักลงทุนทั่วโลก โดยหากปัจจัยพื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลง ราคามีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด
สำหรับ “ตัวแปรสำคัญ” ที่อาจส่งผลต่อราคาทองในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่ ธนาคารกลางและตลาดอินเดีย โดยธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นผู้ซื้อสุทธิทองคำอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยราว 1,000 ตันต่อปีนับตั้งแต่ปี 2022 และแม้บางช่วงจะมีการขายหรือสวอปทองคำ แต่แนวโน้มโดยรวมยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อราคา
ขณะเดียวกัน อินเดียซึ่งเป็นตลาดทองคำใหญ่อันดับสองของโลก อาจมีบทบาทกดดันอุปสงค์ หลังรัฐบาลปรับขึ้นภาษีนำเข้าทองคำจาก 6% เป็น 15% ซึ่งคาดว่าจะทำให้อุปสงค์ทองคำลดลงราว 50–60 ตัน หรือประมาณ 10% ต่อปี รวมถึงความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวซึ่งอาจกระทบกำลังซื้อ
โดยสรุป WGC มองว่า ราคาทองคำในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ แต่ยังคงมี Upside ชัดเจนหากความเสี่ยงเศรษฐกิจหรือภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ขณะที่แรงซื้อเชิงโครงสร้างจากธนาคารกลางและนักลงทุนระยะยาวจะช่วยจำกัด Downside และยืนยันบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ในภาวะโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง
แหล่งอ้างอิง : Kitco








