บริษัท Micron Technology กำลังกลายเป็นผู้ชนะรายใหญ่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี จากสถานการณ์ราคาหน่วยความจำที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยลูกค้าของบริษัทต้องปรับตัวเข้าสู่ “ยุคใหม่” ที่ต้นทุนเมมโมรีเพิ่มขึ้น ขณะที่นักลงทุนกลับได้รับประโยชน์ผ่านอัตรากำไรที่พุ่งขึ้น
จากรายงานผลประกอบการล่าสุด Micron เปิดเผยว่าอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) อยู่ที่ 84.9% เพิ่มขึ้นจาก 74.9% ในไตรมาสก่อนหน้า และเพียง 39% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในบรรดาบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ แซงหน้า Meta Platforms ที่มีอัตรากำไร 81.9% และ Nvidia ที่อยู่ที่ 75%
ฝ่ายบริหารระบุว่า อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน และถือเป็นสถิติสูงสุดใหม่ของบริษัท สะท้อนถึงอำนาจในการกำหนดราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในอุตสาหกรรมที่เดิมถูกมองว่าเป็นสินค้าโภคภัณฑ์
ผลประกอบการของ Micron เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยรายได้ในไตรมาสดังกล่าวอยู่ที่ 41,460 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์จากสถิติเดิม และกำไรสุทธิอยู่ที่ 28,240 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% จากระดับสูงสุดก่อนหน้า ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวขึ้นกว่า 700% ในรอบหนึ่งปี และมูลค่าตลาดทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากความต้องการหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Advanced Micro Devices และ Google ต่างต้องพึ่งพาหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงของ Micron สำหรับการพัฒนาและใช้งานระบบ AI
ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่าง Apple ก็ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นเช่นกัน โดย Tim Cook ระบุว่า บริษัทอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากสถานการณ์ต้นทุนเมมโมรีที่ “ไม่ยั่งยืน”
Micron ยังได้เปลี่ยนกลยุทธ์ด้วยการทำสัญญาระยะยาวกับลูกค้า (Strategic Customer Agreements) ซึ่งกำหนดกรอบราคาที่ช่วยรักษาอัตรากำไรให้อยู่ในระดับสูง แตกต่างจากอดีตที่อุตสาหกรรมนี้มักเน้นสัญญาระยะสั้น
เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นในกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ พบว่า Broadcom มีอัตรากำไร 69.5% Microsoft อยู่ที่ 67.6% และ Alphabet อยู่ที่ 62.4% ขณะที่คู่แข่งอย่าง SanDisk มีอัตรากำไรเพิ่มขึ้นเป็น 78.4%
สำหรับแนวโน้มในอนาคต Micron คาดว่าอัตรากำไรจะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยประเมินว่าไตรมาสถัดไปอาจแตะระดับประมาณ 86% และตลาดหน่วยความจำจะยังคงตึงตัวไปจนถึงหลังปี 2027
นักวิเคราะห์มองว่านี่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมที่เคยถูกมองว่าไม่โดดเด่นมาเป็นเวลานาน โดยความต้องการที่พุ่งสูงจากเทคโนโลยี AI ทำให้ลูกค้า “ไม่มีทางเลือก” นอกจากต้องยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้น ส่งผลให้ Micron กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีความสามารถในการทำกำไรสูงที่สุดในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในปัจจุบัน
ที่มา : CNBC








