ธนาคารเพื่อการลงทุนชั้นนำ Morgan Stanley ประเมินว่า ราคาทองคำมีแนวโน้มเผชิญข้อจำกัดในการปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 หากไม่เห็นการไหลกลับของเงินลงทุนในกองทุน ETF
นักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์ของบริษัท ได้แก่ Amy Gower และ Martijn Rats ระบุว่า แม้การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกอาจยังดำเนินต่อไปได้ แต่ปัจจัยชี้ขาดในระยะสั้นกลับอยู่ที่ “กระแสเงินทุน ETF” ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อทิศทางนโยบายการเงิน โดยเฉพาะเส้นทางดอกเบี้ยของ Federal Reserve อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yields) และค่าเงินดอลลาร์
รายงานชี้ว่า แม้แนวโน้มระยะยาวของทองคำยังคงเป็นบวก โดยคาดว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่คลี่คลายลง และราคาน้ำมันที่ลดลง จะช่วยกดแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่ในระยะสั้น ตลาดกลับเผชิญแรงกดดันจากท่าที “เข้มงวด” ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ส่งสัญญาณว่าอัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาด หรืออาจมีโอกาสปรับขึ้นเพิ่มเติม
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” ของการถือครองทองคำเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนลดการถือครอง และหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนแทน
ข้อมูลของ Morgan Stanley ยังระบุว่า การคาดการณ์ดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลานาน ได้ผลักดันอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ให้ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี ส่งผลให้เกิดกระแสเงินไหลออกสุทธิจากกองทุนทองคำ ETF ในช่วงที่ผ่านมา และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กดดันราคาทองคำ
แม้ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ยังคงคาดการณ์ว่าราคาทองคำอาจปิดปีที่ระดับใกล้ 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมา ทองคำกลับปรับตัวได้ไม่ดีนัก แม้จะมีความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความขัดแย้งในอิหร่าน
สาเหตุสำคัญมาจากผลกระทบของราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งทำให้ตลาดลดความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ส่งผลให้บทบาทของทองคำในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” ถูกลดทอนลง และถูกแทนที่ด้วยปัจจัยด้านนโยบายการเงินที่มีอิทธิพลต่อราคามากกว่า
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ราคาทองคำในปัจจุบันไม่ได้สะท้อนเพียงเหตุการณ์ความเสี่ยง แต่สะท้อน “ปฏิกิริยาของธนาคารกลาง” ต่อเหตุการณ์นั้นเป็นหลัก
ในมุมมองระยะข้างหน้า Morgan Stanley ยังคงเชื่อว่าทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ หากอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงเริ่มลดลง โดยก่อนหน้านี้บริษัทเคยคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้ง และอาจต่อเนื่องไปถึงปี 2027 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำ
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังคงอยู่ โดยเฉพาะหากตลาดเริ่มคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยจะทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน หรือแม้แต่มีการปรับขึ้นเพิ่มเติม ซึ่งจะกดดันราคาทองคำในระยะต่อไป
ในทางกลับกัน แม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะคลี่คลายลง แต่โอกาสที่ราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงอาจถูกจำกัด เนื่องจากระดับราคาที่อยู่ในโซนสูงอาจทำให้ความต้องการจากทั้งนักลงทุน ETF ธนาคารกลาง และผู้บริโภคลดลง
ที่มา : Kitco








